พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
คนพาลเท่านั้น ย่อมไม่สรรเสริญทาน.
ขุ. ธ. ๒๕/๓๘
แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป
เว็บไซต์ สถานีธรรม แต่งเป็นตัวอย่าง
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
คนพาลเท่านั้น ย่อมไม่สรรเสริญทาน.
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป
ทาน หรือการให้ เป็นหนึ่งในหลักธรรมที่สำคัญที่พระพุทธศาสนาสอนให้ผู้คนปฏิบัติ การให้ทานไม่เพียงแค่เป็นการแบ่งปันสิ่งของของตนให้คนอื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการฝึกใจให้เป็นผู้มีความเมตตา กรุณา และปรารถนาดีต่อผู้อื่นด้วย
คนพาลในที่นี้หมายถึงคนที่ไม่มีปัญญา คนเหล่านี้จะไม่เห็นค่าของการให้ทาน พวกเขาอาจมองว่าเป็นการสูญเสียสิ่งที่ตนเองมี หรือคิดว่าการให้ทานไม่มีผลประโยชน์ที่ชัดเจนกลับมาให้ตัวเอง พวกเขามักจะมองโลกในแง่ของผลประโยชน์ส่วนตัวและมักจะยึดติดอยู่กับความเห็นแก่ตัว การไม่สรรเสริญทานจึงเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความขาดความเข้าใจในคุณค่าของการให้และการแบ่งปัน
ในทางตรงกันข้าม คนที่มีปัญญาจะเห็นคุณค่าของการให้ทานและสรรเสริญการให้ทาน พวกเขาเข้าใจว่าการให้ทานเป็นการสร้างความสุขให้แก่ผู้อื่น และในขณะเดียวกันก็ทำให้ตัวเองมีความสุขเช่นกัน การให้ทานยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม สร้างมิตรภาพและความสามัคคีระหว่างกัน นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกตนให้หลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัวและความยึดติดในสิ่งของทางวัตถุอีกด้วย
การสรรเสริญทานจึงเป็นสิ่งที่คนมีปัญญาและเข้าใจหลักธรรมะของพระพุทธศาสนาจะกระทำ พวกเขาเห็นว่าการให้ทานเป็นวิถีทางหนึ่งที่นำไปสู่การพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านจิตใจและสังคม ดังนั้นการไม่สรรเสริญทานจึงเป็นสิ่งที่คนพาลที่ขาดปัญญาเท่านั้นที่จะกระทำ ในขณะที่ผู้มีปัญญาและเข้าใจถึงคุณค่าของการให้ทานจะสรรเสริญและสนับสนุนการให้ทานเสมอ เพราะบุคคลผู้มีปัญญาจะรู้ว่า การให้ทานเป็นการสั่งสมบุญให้เพิ่มขึ้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในทีฆนิกาย มหาวรรค ว่า
ททโต ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ.
เมื่อให้ บุญก็เพิ่มขึ้น.
บุคคลผู้มีปัญญาจะเข้าใจหลักการของการให้ทานว่าเป็นการสร้างบุญกุศล เมื่อเราทำทาน บุญกุศลนั้นจะกลับมาหาเราในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสุขใจ ความสงบในจิตใจ หรือผลที่ดีในอนาคต การให้ทานไม่ได้หมายถึงการสูญเสียทรัพย์สินหรือทรัพยากร แต่เป็นการสร้างโอกาสให้เราได้ฝึกฝนจิตใจให้เป็นผู้มีเมตตา กรุณา และรู้จักแบ่งปัน
การที่บุคคลผู้มีปัญญารู้ว่าการให้ทานนั้นเป็นการเพิ่มบุญกุศลให้กับตนเอง เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาสรรเสริญการให้ทาน บัณฑิตเหล่านั้นเข้าใจว่าการให้ทานเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนทางจิตใจที่คุ้มค่า นอกจากจะทำให้ตัวเองมีความสุขแล้ว ยังทำให้สังคมรอบข้างมีความสุขด้วย
ผู้มีปัญญายังรู้ว่าการให้ทานเป็นการสร้างเส้นทางสู่การหลุดพ้นจากกิเลสและความเห็นแก่ตัว การให้ทานบ่อยๆ ทำให้จิตใจของเราคลายจากการยึดติดในวัตถุและความเห็นแก่ตัว ทำให้เราเป็นคนที่มีใจอ่อนโยน เมตตา และกรุณา การให้ทานยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีในสังคม สร้างความสามัคคีและความเข้าใจในหมู่คนที่เราอยู่ร่วมด้วย
ด้วยเหตุนี้ บุคคลผู้มีปัญญาจึงสรรเสริญทานและให้ทานอยู่เสมอ พวกเขาเห็นว่าการให้ทานเป็นวิธีหนึ่งในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น ทั้งในด้านจิตใจและสังคม และเป็นวิธีการหนึ่งที่จะสร้างบุญกุศลที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตของตนเอง
สรุปความว่า การให้ทานเป็นการบำเพ็ญบุญขั้นพื้นฐานในพุทธศาสนา แต่การที่บุคคลคนหนึ่งจะให้ทานได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก มีแต่บุคคลผู้มีปัญญามองเห็นคุณค่าของการให้ทานเท่านั้นที่จะสามารถให้ทานได้ เพราะนอกจากจะมีวัตถุสิ่งของที่จะให้แล้ว ต้องมีจิตใจเมตตากรุณาและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วย ไม่เช่นนั้นก็ให้ทานไม่ได้ ดังเช่นเหล่าคนพาลทั้งหลายที่ขาดความเมตตากรุณา มีความตระหนี่ครอบงำจิตใจ ย่อมไม่ยินดีในทานและไม่สรรเสริญการให้ทาน เพราะไม่สามารถเอาชนะความตระหนี่ภายในจิตใจของตนได้ และไม่สามารถพิจารณาเห็นคุณค่าของการให้ทานได้นั่นเอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
คนพาลเท่านั้น ย่อมไม่สรรเสริญทาน.
ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
