จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ.
จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้.
ขุ. ธ. ๒๕/๙๙
แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป
เว็บไซต์ สถานีธรรม แต่งเป็นตัวอย่าง
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ.
จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้.
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป
จิตที่ฝึกดีแล้วเปรียบเสมือนการเพาะปลูกต้นไม้ที่แข็งแรงและงดงาม การฝึกจิตคือการฝึกฝนตนเองให้มีสติและความรู้สึกตัวในทุกขณะ รู้ทันอารมณ์และความคิดที่เกิดขึ้น ไม่ให้จิตใจถูกครอบงำด้วยความโลภ โกรธ และหลง เมื่อเราฝึกจิตให้ดีแล้ว เราจะสามารถรับรู้และยอมรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างมีปัญญา และสามารถปล่อยวางความทุกข์และความกังวลที่เกิดขึ้นได้
การฝึกจิตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความตั้งใจ การนั่งสมาธิ การฝึกสติ และการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการฝึกจิต เมื่อเรามีจิตที่ฝึกดีแล้ว เราจะพบว่าชีวิตเรามีความสุขมากขึ้น เราจะมีความสงบในใจ ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข
จิตที่ฝึกดีแล้วยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เมื่อเรามีจิตที่สงบและมีสติ เราจะสามารถรับฟังและเข้าใจผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น เราจะไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์และความคิดลบ ๆ ที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจระหว่างกัน การฝึกจิตจึงเป็นการสร้างความสุขและความสงบในชีวิตของเราและผู้อื่นไปพร้อม ๆ กัน
จิตที่ฝึกดีแล้วยังเป็นพื้นฐานในการบรรลุธรรมขั้นสูง การมีจิตที่สงบและมีสติทำให้เรามีความสามารถในการมองเห็นสัจธรรมของชีวิต และสามารถพัฒนาปัญญาและความรู้ที่ลึกซึ้งขึ้น การฝึกจิตจึงเป็นการเดินทางสู่ความสุขที่แท้จริงและการบรรลุธรรมในที่สุด นอกจากนี้ จิตที่ฝึกดีแล้วจะกลายเป็นจิตที่ได้รับการคุ้มครองอย่างดีไม่ให้ตกไปในทางที่ชั่ว และจะนำพาความสุขความเจริญมาให้แก่เรา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า
จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ.
จิตที่คุ้มครองดีแล้ว นำสุขมาให้
จิตใจของเรามีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสุขและความทุกข์ในชีวิต หากเราสามารถดูแลและปกป้องจิตใจของเราให้ดี เราก็จะพบกับความสุขและความสงบภายใน ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของเราด้วย การคุ้มครองจิตใจหมายถึงการฝึกฝนให้จิตใจมั่นคงและไม่หวั่นไหวตามอารมณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว
การคุ้มครองจิตใจเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามและความตั้งใจ เราต้องเรียนรู้ที่จะสังเกตและรับรู้ความคิดและอารมณ์ของตนเอง เมื่อเรารับรู้ถึงความคิดและอารมณ์ที่ไม่ดี เราสามารถหยุดและปรับเปลี่ยนให้เป็นไปในทางที่ดีได้ การทำสมาธิและการปฏิบัติธรรมเป็นวิธีที่ช่วยให้เราสามารถควบคุมและคุ้มครองจิตใจได้ดีขึ้น เมื่อจิตใจสงบและมั่นคง ความสุขภายในก็จะตามมา
การคุ้มครองจิตใจไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นหรือหลีกเลี่ยงปัญหา แต่เป็นการเผชิญหน้าและจัดการกับปัญหาอย่างมีสติและปัญญา เมื่อเรามีจิตใจที่มั่นคง เราจะสามารถรับมือกับความท้าทายและอุปสรรคในชีวิตได้ดีขึ้น เราจะไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธ ความโลภ ความหลง แต่จะสามารถตัดสินใจและกระทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล
จิตใจที่คุ้มครองดีแล้วจะนำพาเราไปสู่ชีวิตที่มีความสุขและความสงบ การคุ้มครองจิตใจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ในวันเดียว แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน
สรุปความว่า จิตเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องดูแลประคับประคองอย่างใกล้ชิด ชีวิตเราจะดีหรือไม่ดี จะดำเนินไปในทางที่เป็นบาปหรือเป็นบุญ ก็ขึ้นอยู่ที่จิตเป็นตัวนำไป ดังนั้น เราต้องใช้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเข้ามาคุ้มครองรักษาจิตให้รอดพ้นจากอำนาจของกิเลสตัณหาทั้งหลาย และฝึกจิตด้วยการหมั่นฟังธรรมและเจริญจิตภาวนาอยู่เสมอ ทำเช่นนี้จะเป็นการคุ้มครองรักษาจิตและฝึกจิตของเราให้เป็นจิตที่เข้มแข็ง สามารถต้านทานการยั่วยุของกิเลสตัณหาทั้งหลายได้ และจิตที่คุ้มครองดีแล้วและฝึกฝนดีแล้วนี้ จะนำพาความสุขความเจริญเข้ามาในชีวิตของเรา สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ.
จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้.
ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
