ธมฺมจารี สุขํ เสติ.
ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข.
ขุ. ธ. ๒๕/๓๗. ขุ. อุ. ๒๕/๓๖๖.
แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป
เว็บไซต์ สถานีธรรม แต่งเป็นตัวอย่าง
ธมฺมจารี สุขํ เสติ.
ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข.
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป
การปฏิบัติธรรมคือการนำหลักการและคำสอนทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งรวมถึงการมีศีลมีธรรม การมีความเมตตากรุณาและการปล่อยวางจากสิ่งที่ไม่ดี การที่บุคคลมีธรรมะเป็นหลักปฏิบัติหมายถึงการยึดมั่นในความดีและมีจิตใจที่บริสุทธิ์ เมื่อคนเราปฏิบัติตามธรรมะอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ ย่อมทำให้จิตใจสงบสุข และไม่ตกอยู่ในความทุกข์
การดำรงชีวิตด้วยหลักธรรมช่วยให้บุคคลสามารถเผชิญกับอุปสรรคในชีวิตได้อย่างมีสติ หลักการของธรรมะ เช่น อริยสัจ ๔ และอริยมรรคมีองค์ ๘ ช่วยให้เรามีแนวทางในการแก้ไขปัญหาและลดความทุกข์ได้อย่างเป็นระบบ การที่เราเข้าใจธรรมะและปฏิบัติตาม จะช่วยให้เรามีความเข้าใจในตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวและสังคมดีขึ้น
นอกจากนี้ การมีธรรมะเป็นหลักปฏิบัติยังส่งผลให้บุคคลมีความสุขทางจิตใจที่ยั่งยืน ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติตามหลักธรรมไม่ใช่ความสุขชั่วคราวที่มาจากวัตถุหรือสิ่งที่เรามีอยู่รอบตัว แต่เป็นความสุขที่เกิดจากความสงบในใจ ความสุขที่เราได้รับจากการทำดี ช่วยเหลือผู้อื่น และมีจิตใจที่เมตตากรุณา การปฏิบัติธรรมะช่วยให้เรามีความมั่นคงในจิตใจและสามารถรักษาความสุขนี้ได้ยาวนาน
การที่บุคคลมีธรรมะเป็นหลักปฏิบัติยังส่งผลให้เกิดความเจริญทั้งในด้านชีวิตส่วนตัวและการทำงาน การที่เรามีจิตใจที่สงบและมีสมาธิย่อมทำให้เรามีประสิทธิภาพในการทำงานและการตัดสินใจที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้เราเป็นที่ยอมรับและเคารพนับถือจากคนรอบข้าง ความเจริญที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่แค่ในด้านวัตถุหรือความสำเร็จทางการงาน แต่ยังเป็นความเจริญทางจิตใจที่ทำให้เรามีชีวิตที่มีคุณค่าและมีความหมายมากขึ้นอีกด้วย เพราะบุคคลผู้มีธรรมะเป็นหลักปฏิบัติ ดำรงอยู่ในธรรม ย่อมไม่กระทำบาปอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ว่า
ธมฺเม ฐิตา เย น กโรนฺติ ปาปกํ.
ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่กระทำบาป.
ผู้ตั้งอยู่ในธรรม หมายถึงบุคคลที่มีจิตใจและการกระทำที่ตรงตามหลักศีลธรรม ผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่น การมีเมตตา การไม่เบียดเบียน การไม่ประทุษร้าย การมีสติและสัมปชัญญะในการกระทำทุกอย่าง บุคคลเหล่านี้จะพยายามหลีกเลี่ยงการทำบาป ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกาย วาจา หรือใจ
การไม่กระทำบาป เป็นผลจากการที่บุคคลตั้งอยู่ในธรรมะ การปฏิบัติธรรมช่วยให้บุคคลนั้นมีจิตใจที่สงบ สมาธิ และปัญญาที่แจ่มใส ทำให้เขาสามารถพิจารณาเห็นถึงผลเสียหายที่เกิดจากการทำบาป และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจสร้างทุกข์และโทษแก่ตนเองและผู้อื่น การตั้งอยู่ในธรรมะยังช่วยให้บุคคลมีความสามารถในการรับมือกับอารมณ์ที่เป็นอันตราย เช่น ความโกรธ ความโลภ และความหลง
อีกประการหนึ่ง การที่บุคคลตั้งอยู่ในธรรมะจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลในสังคม การไม่กระทำบาปแสดงถึงความเคารพและความเมตตาต่อผู้อื่น เมื่อบุคคลทุกคนในสังคมยึดมั่นในธรรมะ สังคมก็จะเกิดความสงบสุข ไม่มีการเบียดเบียนกัน ทำให้ทุกคนมีความสุขและสามารถพัฒนาตนเองไปในทางที่ดีขึ้น
ในทางศาสนาพุทธ การตั้งอยู่ในธรรมะไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติตามหลักศีลธรรม แต่ยังหมายถึงการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น การมีปัญญาและความเข้าใจในธรรมชาติของชีวิต และการแสวงหาความรู้แจ้ง (นิโรธ) ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรม เมื่อบุคคลปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นนี้ เขาย่อมประสบกับความสุขที่ไม่สามารถกลับทุกข์ได้อีก
สรุปความว่า บุคคลผู้มีหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และหมั่นปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์อยู่เสมอ ย่อมละเว้นการกระทำบาปทั้งปวง เพราะมีธรรมะเป็นดุจแสงสว่างนำทางให้เดินทางถูก ไม่หลงผิดไปกระทำกรรมชั่วช้าลามกทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตเขาย่อมประสบความสุขความเจริญในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า
ธมฺมจารี สุขํ เสติ.
ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข.
ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
