โมกฺโข กลฺยาณิยา สาธุ
เปล่งวาจางาม ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๒๘
แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป
เว็บไซต์ สถานีธรรม แต่งเป็นตัวอย่าง
โมกฺโข กลฺยาณิยา สาธุ
เปล่งวาจางาม ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป
ในชีวิตประจำวัน การพูดจาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือคนรอบข้าง การพูดจาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจต่อกันได้อย่างลึกซึ้ง
ตามหลักธรรมในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้จักใช้วาจาอย่างฉลาดและเหมาะสม โดยเน้นการพูดในลักษณะดังนี้
- พูดความจริง: การพูดความจริงเป็นพื้นฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีคุณภาพ เมื่อเราพูดความจริง เราจะได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น และสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและยั่งยืน
- พูดเพื่อให้เกิดความปรองดอง: การพูดเพื่อสร้างความสามัคคีและความปรองดองในหมู่คณะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อเราพูดเพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือ เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นได้
- พูดจาไพเราะอ่อนหวาน: คำพูดที่ไพเราะและอ่อนหวานช่วยให้การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่น และสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร การพูดจาที่นุ่มนวลช่วยลดความขัดแย้ง และทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจ
- พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์: การพูดที่เป็นประโยชน์หมายถึงการพูดในสิ่งที่มีสาระและมีคุณค่า ทั้งต่อผู้พูดและผู้ฟัง การพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ช่วยให้เราสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่กันได้
การพูดเป็นศิลปะที่เราควรฝึกฝนและพัฒนา เพื่อให้การสื่อสารของเราเป็นไปอย่างมีคุณภาพ การพูดความจริง พูดจาไพเราะอ่อนหวาน พูดเพื่อความปรองดอง และพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นหลักการที่พุทธศาสนาสอนให้เราปฏิบัติ เพื่อให้เราสามารถสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นอย่างแท้จริง ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่เปล่งวาจาชั่ว ย่อมประสบกับความเดือดร้อน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในขุททกนิกาย ชาดก เอกนิบาต ว่า
มุตฺวา ตปฺปติ ปาปิกํ
คนเปล่งวาจาชั่ว ย่อมเดือดร้อน
คำว่า “เปล่งวาจาชั่ว” หมายถึง การกล่าววจีทุจริตสี่อย่างที่เป็นอันตรายต่อทั้งตนเองและผู้อื่น การหลีกเลี่ยงการเปล่งวาจาชั่วจะช่วยให้เราดำเนินชีวิตด้วยความสุขและสงบสุขได้มากขึ้น ในทางตรงกันข้าม การเปล่งวาจาชั่วบ่อย ๆ จะสร้างความทุกข์และความเดือดร้อนให้แก่เราได้อย่างมหาศาล
ลักษณะของวาจาชั่ว มีดังนี้
- มุสาวาท พูดเท็จ: การพูดเท็จหรือโกหก คือการกล่าวสิ่งที่ไม่ตรงกับความจริงเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิด การพูดเท็จไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิด แต่มักทำให้เกิดความเสียหายทั้งกับผู้พูดและผู้ฟัง เช่น การสูญเสียความไว้วางใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดี
- ปิสุณวาจา พูดส่อเสียด: การพูดส่อเสียดหรือยุยงให้คนอื่นแตกกัน ทะเลาะกัน ทำให้เกิดความเจ็บใจ เป็นการสร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์ของผู้อื่น การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำลายความสัมพันธ์ของผู้อื่น แต่ยังทำให้ผู้พูดเองกลายเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือและไม่เป็นที่รักในสังคม
- ผรุสวาจา พูดคำหยาบ: การพูดคำหยาบ คำระคายหู หรือคำที่ไม่สุภาพ ไม่น่าฟัง เป็นการแสดงออกถึงความไม่เคารพต่อผู้อื่น คำพูดหยาบคายไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ดี แต่ยังสะท้อนถึงนิสัยที่ไม่ดีของผู้พูดด้วย การใช้คำพูดที่สุภาพและเหมาะสมเป็นการแสดงออกถึงความมีเมตตาและความเคารพต่อผู้อื่น
- สัมผัปปลาป พูดเพ้อเจ้อ: การพูดเพ้อเจ้อหรือพล่ามไปเรื่อยๆ โดยไม่มีสาระ ไร้สาระ วกวนไม่รู้จบ ทำให้เสียเวลาและประโยชน์ การพูดเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ยังทำให้ผู้พูดดูไม่มีความน่าเชื่อถือและไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้
บุคคลที่มักเปล่งวาจาชั่วหรือกล่าววจีทุจริตทั้งสี่ประการนี้ ย่อมประสบกับความทุกข์และความเดือดร้อน การพูดเท็จทำให้ขาดความไว้วางใจ การพูดยุยงทำให้เกิดความร้าวฉาน การพูดคำหยาบทำให้ขาดความเคารพ และการพูดเพ้อเจ้อทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ
สรุปความว่า การเปล่งวาจางาม คือการพูดแต่สิ่งที่ดีและเหมาะสม เป็นสิ่งที่ดีงาม และสร้างประโยชน์ให้สำเร็จทั้งแก่ผู้พูดและผู้ฟังได้ ส่วนการเปล่งวาจาชั่ว คือการพูดที่ประกอบด้วยวจีทุจริต เป็นสิ่งที่ชั่วช้าไม่ควรกระทำ เพราะนอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แก่ผู้พูดและผู้ฟังแลัว ยังจะก่อทุกข์ก่อโทษให้อีกด้วย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า
โมกฺโข กลฺยาณิยา สาธุ
เปล่งวาจางาม ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
