กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี พ.ศ. ๒๕๕๗

อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก

ความไม่เบียดเบียน เป็นสุขในโลก

(พุทฺธ) วิ.มหา. ๔/๖, ขุ.อุ. ๒๕/๘๖.


แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.

ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป


อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก

ความไม่เบียดเบียน เป็นสุขในโลก

บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป

การไม่เบียดเบียนกัน คือการหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นการทำร้ายหรือทำให้ผู้อื่นต้องทุกข์หรือเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือใจ เมื่อทุกคนในสังคมมีความตั้งใจที่จะไม่เบียดเบียนกัน สังคมก็จะมีความสงบสุข การไม่เบียดเบียนกันไม่เพียงแต่สร้างความสุขให้แก่คนอื่น ๆ ในสังคมเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ผู้ที่ปฏิบัติรู้สึกดีและสบายใจด้วยเช่นกัน ความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นเหตุให้ใครต้องทุกข์และเดือดร้อน ทำให้มีความสงบในจิตใจและมีความสุขในการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้เป็นอย่างดี

สังคมที่ปราศจากการเบียดเบียนกันย่อมเป็นสังคมที่มีความสุข ผู้คนในสังคมจะมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เมื่อทุกคนรู้สึกปลอดภัยและมีความเชื่อมั่นว่าไม่มีใครจะมาทำร้ายหรือเบียดเบียนตนเอง สังคมก็จะเกิดความสมานฉันท์และความร่วมมือในการทำสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน นอกจากนี้ การไม่เบียดเบียนกันยังส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน ทำให้เกิดความรักและความผูกพันที่แข็งแกร่ง

การไม่เบียดเบียนกันยังเป็นการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางด้านจิตใจและศีลธรรม เมื่อเราฝึกฝนตนเองให้มีเมตตาและกรุณาต่อผู้อื่น เราก็จะมีความเข้าใจในความทุกข์และความสุขของผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น และการเห็นคุณค่าในชีวิตของทุกคนในสังคม การไม่เบียดเบียนกันจึงเป็นการสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณธรรมและสงบร่มเย็น

นอกจากนี้ การไม่เบียดเบียนกันมีความสำคัญในการสร้างโลกที่ดีขึ้น เมื่อทุกคนในสังคมมีความตั้งใจในการปฏิบัติตามหลักการนี้ โลกก็จะกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสงบสุขและความรัก ความมีเมตตาและกรุณาต่อกันเป็นพื้นฐานที่ทำให้โลกของเราเป็นที่ที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและสามารถพัฒนาตนเองไปในทางที่ดีขึ้นได้ตลอดไป สมดังภาษิตที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้นิพนธ์ไว้ว่า

โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา.

เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก

เมตตา หรือความรักและความกรุณาต่อผู้อื่น เป็นหนึ่งในหลักธรรมสำคัญของพุทธศาสนา เป็นเครื่องค้ำจุนโลกในหลายๆ แง่มุม เริ่มต้นจากการที่เมตตาช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล เมื่อเรามีเมตตาต่อกัน เราจะเข้าใจและยอมรับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น ซึ่งนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การมีเมตตาช่วยลดความขัดแย้ง ความเกลียดชัง และความรุนแรงในสังคม ทำให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้น

นอกจากนี้ เมตตายังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาจิตใจของเราเอง การฝึกฝนเมตตาทำให้เรามีความสุขภายใน และลดความทุกข์ในใจของเรา เมตตาทำให้เรามีมุมมองที่เปิดกว้างและเป็นบวกต่อผู้อื่นและสังคมรอบตัว เมื่อจิตใจของเราเต็มไปด้วยเมตตา เราจะมีพลังในการเผชิญกับความยากลำบากและความท้าทายในชีวิตด้วยใจที่สงบและมั่นคง

ในระดับสังคม การมีเมตตาช่วยสร้างความร่วมมือและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชุมชน เมื่อคนในชุมชนมีเมตตาต่อกัน พวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็งและพัฒนาขึ้น เมตตายังเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่มีความยุติธรรมและเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เมตตายังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาในมนุษยชาติ เมื่อเรามีเมตตา เราจะแสดงออกถึงความห่วงใยและความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลให้คนรอบข้างรู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัย การมีเมตตายังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระดับโลก ทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันในโลกที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติได้อย่างสงบสุข เมตตาจึงเป็นเครื่องค้ำจุนโลกในทุกมิติของชีวิต

สรุปความว่า ความไม่เบียดเบียน เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญมากต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีคนจำนวนมาก เพราะเมื่อคนทั้งหลายที่อยู่ในสังคมเดียวกันไม่เบียดเบียนกัน ย่อมไม่เป็นการสร้างทุกข์และความเดือดร้อนให้แก่กันและกัน ทุกคนย่อมสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยความสบายใจ การที่คนในสังคมจะไม่เบียดเบียนกันนั้น คุณธรรมข้อหนึ่งที่ต้องมีนั่นก็คือความเมตตา เพราะความเมตตาเป็นคุณธรรมที่ทำให้จิตใจคนอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจและเข้าใจผู้อื่น อันนำไปสู่ความช่วยเหลือกันและไม่เบียดเบียนกัน ซึ่งจะเป็นเหตุให้โลกนี้สงบสุขนั่นเอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า

อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก

ความไม่เบียดเบียน เป็นสุขในโลก

ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.