อนตฺถํ ปริวชฺเชติ อตฺถํ คณฺหาติ ปณฺฑิโต.
บัณฑิตย่อมเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๕๙
แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป
เว็บไซต์ สถานีธรรม แต่งเป็นตัวอย่าง
อนตฺถํ ปริวชฺเชติ อตฺถํ คณฺหาติ ปณฺฑิโต.
บัณฑิตย่อมเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์.
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป
กรรมคือการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกาย วาจา หรือใจ ทุกการกระทำย่อมส่งผลและมีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา กรรมนั้นสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือ กรรมดีและกรรมชั่ว
กรรมดีหมายถึงการทำคุณงามความดีทั้งปวง เป็นการกระทำที่เป็นไปเพื่อประโยชน์และส่งผลดีให้แก่ผู้กระทำ ซึ่งอาจเป็นการช่วยเหลือผู้อื่น การทำบุญ การมีเมตตาและความกรุณา หรือการรักษาศีลธรรม การกระทำเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดความสุข ความสงบ และความเจริญรุ่งเรืองทั้งในปัจจุบันและอนาคต
กรรมชั่วหมายถึงการกระทำความชั่วทั้งปวง เป็นการกระทำที่ส่งผลให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน และหาประโยชน์มิได้ ตัวอย่างของกรรมชั่ว เช่น การทำร้ายผู้อื่น การโกง การพูดโกหก หรือการทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น การกระทำเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่ผู้อื่น แต่ยังสะสมผลกรรมที่ไม่ดีแก่ผู้กระทำเองด้วย
บุคคลผู้ฉลาดย่อมตระหนักถึงผลของกรรมและเลือกที่จะละเว้นกรรมชั่วอันไร้ประโยชน์เสีย และหันมาทำกรรมดีที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสร้างความสุขและความเจริญให้แก่ตนเองและผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาย่อมไม่พลาดจากประโยชน์ทั้งสอง คือทั้งประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า
อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคฺคณฺหาติ ปณฺฑิโต.
บัณฑิตผู้ไม่ประมาท ย่อมได้รับประโยชน์ทั้งสอง.
คำว่า “ประโยชน์ทั้งสอง” หมายถึง ประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า
ประโยชน์ในโลกนี้ คือ ประโยชน์ที่จะได้รับในปัจจุบันชาติ เป็นประโยชน์ที่จะอำนวยความสุขในขั้นต้นให้ในปัจจุบันชาตินี้ เกิดจากทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔ อย่าง คือ
ความถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ประกอบอาชีพอันสุจริต ไม่เกียจคร้าน รู้จักใช้ปัญญาสอดส่องตรวจตราหาวิธีในการจัดการกิจการให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี
ความถึงพร้อมด้วยการรักษา คือ รู้จักรักษาทรัพย์สินที่หามาได้จากการทำงาน ไม่ให้สิ้นเปลืองหมดไปด้วยสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ อีกอย่างหนึ่งคือ รู้จักรักษางานหรือผลงานที่ทำด้วยความขยันหมั่นเพียรนั้นไม่ให้เสื่อมเสีย และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ รักษาเงินและรักษางาน
ความมีเพื่อนเป็นคนดี คือ ต้องรู้จักเลือกคบคน คบเฉพาะคนที่เป็นคนดี เป็นบัณฑิต สามารถแนะนำชักจูงเราไปในทิศทางที่ดีได้ ไม่คบคนชั่วคนพาลที่จะนำพาเราไปสู่ความเสื่อม
การเลี้ยงชีพแต่พอสมควร คือ มีความเป็นอยู่เหมาะสม ใช้จ่ายแต่พอดีแก่ฐานะ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่สุรุ่ยสุร่าย รู้จักแบ่งเก็บแบ่งใช้ ไม่ใช้จ่ายเกินตัวนั่นเอง
ส่วนประโยชน์ในโลกหน้า คือ ประโยชน์ที่จะได้รับในชาติหน้า หรือประโยชน์ที่จะอำนวยผลดีให้เมื่อตายจากโลกนี้แล้วไปเปิดในสุคติภพอื่น ๆ เกิดจากสัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔ อย่าง คือ
ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือ ความเป็นคนมีศรัทธา มีความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา ได้แก่ ความเชื่อในเรื่องของกรรม คือ เชื่อว่ากรรมมีจริง เชื่อกฎแห่งกรรม ความเชื่อในเรื่องผลของกรรม คือ เชื่อว่าผลกรรมมีจริง ความเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำกรรมใดไว้จะได้รับผลของกรรมนั้น และความเชื่อในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ความถึงพร้อมด้วยศีล คือ การรักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย กล่าวคือ การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ไม่ทำบาปทุจริตทั้งหลาย ถ้าเป็นฆราวาสก็รักษาศีล ๕ หรือศีลอุโบสถ ถ้าเป็นสามเณรก็รักษาศีล ๑๐ ถ้าเป็นพระภิกษุก็รักษาศีล ๒๒๗ เป็นต้น
ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ คือ ยินดีเสียสละ ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย เช่น การบริจาคให้ปันสิ่งของแก่ผู้ยากไร้ การถวายทานบำรุงพระสงฆ์ผู้ทรงศีล การเสียสละแรงกายช่วยเหลือสังคม เป็นต้น
ความถึงพร้อมด้วยปัญญา คือ ความเป็นผู้รู้จักบาปบุญคุณโทษ รู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ แล้วละสิ่งที่เป็นบาป ทำสิ่งที่เป็นบุญ ละสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ อีกอย่างหนึ่งคือ การหมั่นเจริญปัญญาด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อันจะก่อให้เกิดปัญญาพิจารณาสรรพสิ่งให้เห็นตามความเป็นจริงได้
บุคคลผู้ฉลาดมีปัญญา ไม่ประมาท ย่อมไม่พลาดจากประโยชน์ทั้ง ๒ ประการดังกล่าวแล้ว
สรุปความว่า บุคคลผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญา ย่อมละเว้นการกระทำกรรมชั่วอันเป็นไปเพื่อความฉิบหายไร้ประโยชน์ เลือกทำเฉพาะกรรมดีอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ ดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท ไม่พลาดโอกาสในการทำคุณงามความดี เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาย่อมได้รับประโยชน์ทั้งสองประการ คือ ทั้งประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า
อนตฺถํ ปริวชฺเชติ อตฺถํ คณฺหาติ ปณฺฑิโต.
บัณฑิตย่อมเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์.
ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
