กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี พ.ศ. ๒๕๕๐

โกธาภิภูโต กุสลํ ชหาติ

ผู้ถูกความโกรธครอบงำ ย่อมละกุศลเสีย

นัย. ขุ. ชา. ทสก. ๒๗/๒๘๖.


แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.

ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป


โกธาภิภูโต กุสลํ ชหาติ

ผู้ถูกความโกรธครอบงำ ย่อมละกุศลเสีย.

บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป

ความโกรธ เป็นหนึ่งในอารมณ์ฝ่ายต่ำที่เกิดจากกิเลสที่ชื่อว่า โทสะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามกิเลสหลัก (โลภะ โทสะ โมหะ) ที่ทำให้มนุษย์ติดอยู่ในวัฏสงสาร การทำความเข้าใจและจัดการกับความโกรธอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตให้เป็นสุข

เมื่อความโกรธเกิดขึ้น จิตใจของเราย่อมขุ่นมัว หงุดหงิด งุ่นง่าน เดือดดาล สภาพจิตใจเช่นนี้ไม่เพียงแค่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ แต่ยังส่งผลกระทบต่อการกระทำและพฤติกรรมของเราได้อย่างมาก ความโกรธสามารถทำให้เราสูญเสียการควบคุมตนเองและกระทำกรรมชั่วได้ง่าย เช่น การประทุษร้ายผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังหรือคำพูด การด่าทอด้วยคำหยาบ

ผลกระทบของความโกรธ นอกจากจะทำให้เราเองรู้สึกไม่ดีแล้ว ยังมีผลเสียต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกด้วย ความโกรธทำให้เรามองข้ามความคิดและการกระทำที่เป็นกุศล ทั้งยังทำให้เราไม่สามารถมองเห็นความดีหรือความถูกต้องได้ชัดเจน ความคิดความอ่านในสิ่งที่เป็นกุศลจะถูกความโกรธปิดกั้นเสียสิ้น และจะทำให้เราไม่สามารถพัฒนาตนเองไปในทางที่ดีได้ เพราะความโกรธจะปิดกั้นปัญญา ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นอรรถเห็นธรรมได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ว่า

กุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ

ผู้โกรธ ย่อมไม่เห็นธรรม

ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ความโกรธเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ง่าย บางครั้งเราอาจจะรู้สึกโกรธเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือเมื่อมีคนทำให้เราไม่พอใจ แม้ความโกรธจะเป็นอารมณ์ธรรมชาติ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ความโกรธนั้นย่อมมีผลกระทบต่อจิตใจและการกระทำของเราอย่างมาก

เมื่อเรารู้สึกโกรธ ความโกรธนั้นเหมือนกับเมฆหนาทึบที่ปกคลุมจิตใจของเรา มันทำให้ปัญญาและการตัดสินใจของเรามืดบอด เราอาจจะขาดสติยั้งคิด ทำให้ไม่สามารถพินิจพิจารณาสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง ดังคำกล่าวที่ว่า “ความโกรธเป็นเหตุให้ขาดสติ” ในช่วงเวลาที่เราโกรธ เรามักจะไม่สามารถมองเห็นความจริงและไม่สามารถใช้ปัญญาในการพิจารณาอรรถธรรมได้เลย

ความโกรธไม่ได้แค่ปิดบังปัญญาเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปสู่การกระทำที่ไม่ดีและเป็นบาปอกุศลได้ง่าย เมื่อเราอยู่ในภาวะโกรธ เรามักจะทำสิ่งที่ไม่ดีหรือพูดคำที่ไม่ดีออกมาโดยไม่ทันคิด และหลังจากที่ความโกรธได้สงบลงแล้ว เราอาจจะรู้สึกเสียใจและต้องการกลับไปแก้ไขสิ่งที่ทำลงไป แต่บางครั้งความเสียหายนั้นอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้

ดังนั้น เพื่อให้จิตใจของเราสงบและสามารถใช้ปัญญาในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง เราจึงควรพยายามกำจัดความโกรธออกไปจากจิตใจ มีวิธีหลายวิธีที่เราสามารถใช้เพื่อควบคุมและลดความโกรธ เช่น

  • การฝึกสมาธิ: การนั่งสมาธิช่วยให้เรามีสติและสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น เมื่อเราเริ่มรู้สึกโกรธ การนั่งสมาธิสามารถช่วยให้จิตใจของเราสงบลงและคิดพิจารณาสถานการณ์อย่างมีปัญญา
  • การฝึกการปล่อยวาง: การปล่อยวางช่วยให้เราไม่ยึดติดกับอารมณ์โกรธ เมื่อเราเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง เราจะสามารถจัดการกับความโกรธได้ง่ายขึ้น
  • การฝึกความเมตตา: การฝึกความเมตตาช่วยให้เรามีความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น เมื่อเราเห็นใจและเข้าใจผู้อื่น เราจะไม่โกรธง่ายและสามารถให้อภัยได้ง่ายขึ้น

สรุปความว่า ความโกรธเป็นอารมณ์ฝ่ายต่ำที่คอยปิดกั้นปัญญาของคนทั้งหลายให้มืดบอด ไม่สามารถพิจาณาเห็นอรรถเห็นธรรมได้ ไม่สามารถใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถ่องแท้ได้ และไม่สามารถนึกถึงการทำสิ่งอันเป็นกุศลได้ในช่วงเวลาที่กำลังถูดความโกรธครอบงำ ทำให้พลาดไปจากสิ่งอันเป็นกุศล เพราะความโกรธทำให้มองไม่เห็นอรรถไม่เห็นธรรม สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า

โกธาภิภูโต กุสลํ ชหาติ

ผู้ถูกความโกรธครอบงำ ย่อมละกุศลเสีย.

ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.