สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ.
การให้ธรรม ย่อมชนะการให้ทั้งปวง.
ขุ. ธ. ๒๕/๖๓.
แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป
เว็บไซต์ สถานีธรรม แต่งเป็นตัวอย่าง
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ.
การให้ธรรม ย่อมชนะการให้ทั้งปวง.
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป
การให้ธรรมะนั้นมีอานิสงส์มากกว่าการให้วัตถุสิ่งของ เพราะธรรมะเป็นสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต ธรรมะหรือคำสอนในพระพุทธศาสนานั้นมีความลึกซึ้งและสามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้ในด้านการแก้ไขปัญหาชีวิต การสร้างความสุขภายในจิตใจ หรือการนำไปสู่การมีชีวิตที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง ผู้ที่ได้รับธรรมะจะสามารถเรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนเหล่านั้นเพื่อสร้างความมั่นคงและความสุขให้กับตนเองได้ตลอดเวลา
การให้วัตถุสิ่งของ แม้จะมีคุณค่าในบางกรณี แต่กลับมีความจำกัดในด้านเวลาและประโยชน์ สิ่งของอาจเสื่อมสภาพหรือหมดไปตามกาลเวลา แต่ธรรมะที่ได้รับนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเสื่อมสภาพและสามารถนำไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขหรือเวลาที่มีความทุกข์ การมีธรรมะอยู่ในจิตใจจะช่วยให้ผู้รับสามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีสติ
นอกจากนี้ การให้ธรรมะยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้รับได้มีโอกาสเจริญงอกงามในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า การได้รับคำสอนที่ถูกต้องจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้รับได้เรียนรู้การพัฒนาตนเอง การมีศีลธรรมและจริยธรรมในการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาความเจริญมาให้กับชีวิตทั้งในด้านส่วนตัวและสังคม ธรรมะจะเป็นแสงสว่างที่ช่วยนำทางให้ผู้รับสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น
การให้ธรรมะเป็นการสร้างผลดีที่ยั่งยืนกว่าการให้วัตถุสิ่งของ เพราะธรรมะเป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจและจิตวิญญาณ เมื่อผู้รับสามารถปฏิบัติตามคำสอนได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง ก็จะสามารถนำพาความสุข ความสงบ และความเจริญมาให้กับชีวิตของตนเองได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นในชาตินี้หรือชาติต่อๆ ไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า
ธมฺมจารี สุขํ เสติ.
ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข.
ผู้ประพฤติธรรม หมายถึง ผู้ดำรงตนอยู่บนหลักของศีลธรรม ดำเนินชีวิต ประกอบวิชาชีพ ภายใต้กรอบของศีลธรรมอันดี ไม่ละเมิดข้อห้ามที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามเพราะเป็นทางแห่งความเสื่อม และกระทำตามหลักธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้กระทำเพราะเป็นทางแห่งความเจริญ
เมื่อว่าโดยความหมายที่สูงขึ้นไป ผู้ประพฤติธรรม หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ดำเนินตามวิถีแห่งอริยมรรคมีองค์แปด อันเป็นหนทางที่จะนำผู้ดำเนินหรือผู้ปฏิบัติเข้าสู่ทางแห่งความพ้นทุกข์ คือเป็นหนทางที่จะนำผู้ปฏิบัติเข้าสู่พระนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
บุคคลที่ประพฤติธรรม จะเป็นบุคคลที่ละเว้นความชั่ว สร้างสมอบรมแต่กรรมดี หมั่นทำบุญ รักษาศีล เจริญภาวนา อันเป็นหนทางแห่งการสร้างบารมีและเข้าสู่ความพ้นทุกข์ เมื่อเป็นอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ คือใช้ชีวิตด้วยการประพฤติธรรม ใช้หลักธรรมเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เขาย่อมห่างไกลจากอบายมุขคือทางแห่งความเสื่อมทุกประเภท และหันหน้าเข้าสู่ความสุขความเจริญโดยส่วนเดียว
สรุปความว่า การให้ถือเป็นการบำเพ็ญบุญขั้นพื้นฐานในพุทธศาสนา บุคคลสามารถบำเพ็ญบุญด้วยการให้สิ่งของ เงินทอง หรือให้ธรรมะ ในการให้ทั้งหลายเหล่านั้น การให้ธรรมะได้ชื่อว่าชนะการให้ทุกอย่าง เพราะบุคคลผู้ได้รับธรรมะไปแล้วนำไปเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ย่อมประสบกับความสุขความเจริญอย่างยั่งยืน ดังนั้น การให้ธรรมะจึงมีอานิสงส์มากกว่าการให้วัตถุภายนอกทั้งปวง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ.
การให้ธรรม ย่อมชนะการให้ทั้งปวง.
ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
