สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา
ความพร้อมเพรียงของปวงชนผู้เป็นหมู่ ยังความเจริญให้สำเร็จ
ส. ส.
แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป
เว็บไซต์ สถานีธรรม แต่งเป็นตัวอย่าง
สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา
ความพร้อมเพรียงของปวงชนผู้เป็นหมู่ ยังความเจริญให้สำเร็จ
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป
ในโลกปัจจุบันที่มีความหลากหลายทางความคิด วัฒนธรรม และทัศนคติ การสร้างความสามัคคีปรองดองในสังคมเป็นเรื่องที่ท้าทายแต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง การเข้าใจและยอมรับในความแตกต่าง และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในสังคมเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสามัคคี
ความสามัคคีหมายถึงการทำงานร่วมกันด้วยความกลมเกลียว มีความเข้าใจและการยอมรับกันและกัน ความสามัคคีเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สังคมสามารถดำเนินไปด้วยความราบรื่น เป็นที่ที่ผู้คนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในการสร้างสิ่งที่ดีงาม
ความสำคัญหรือประโยชน์ของความสามัคคีมีดังนี้
- สร้างความสุขและความเจริญ: สังคมที่มีความสามัคคีจะมีความมั่นคงและความสงบสุข เมื่อคนในสังคมมีความสัมพันธ์ที่ดีและมีการร่วมมือกันในการทำงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ สังคมนั้นย่อมมีความเจริญรุ่งเรือง
- ลดความขัดแย้ง: การมีความสามัคคีช่วยลดความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกัน เมื่อคนในสังคมรู้จักการประนีประนอมและแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผลและสร้างสรรค์
- เสริมสร้างความแข็งแกร่ง: ความสามัคคีทำให้สังคมมีความแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับความท้าทายหรืออุปสรรคต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น การทำงานร่วมกันทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อคนในสังคมมีความสามัคคีปรองดองกัน ไม่ขัดแย้งกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ แต่ความสามัคคีปรองดองนั้น ต้องเป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรม จึงจะนำความสุขมาให้อย่างแท้จริง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า
ธมฺมจารี สุขํ เสติ.
ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงและเต็มไปด้วยความท้าทาย การมีหลักธรรมเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตสามารถนำพาความสงบสุขและความเจริญมาให้แก่ตัวเราและสังคมที่เราอยู่ได้อย่างยั่งยืน คำว่า “ผู้ประพฤติธรรม” หมายถึงบุคคลที่ดำรงมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และนำหลักธรรมนั้นมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้เกิดผลดีต่อตนเองและคนรอบข้าง
คุณสมบัติของผู้ประพฤติธรรมมีดังนี้
- มีจิตใจมั่นคงในหลักธรรม การมีจิตใจมั่นคงในหลักธรรมหมายถึงการยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเผชิญกับปัญหาหรือความยากลำบากเพียงใด ผู้ประพฤติธรรมจะไม่หวั่นไหวและยังคงยึดมั่นในความดีและความถูกต้อง
- นำธรรมะมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน หลักธรรมไม่ใช่เพียงคำสอนที่อยู่ในหนังสือหรือในวัดวาอาราม แต่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตประจำวันที่สามารถนำมาใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การศึกษา หรือการใช้ชีวิตในครอบครัว
- มีเมตตาและกรุณา การมีเมตตาและกรุณาต่อผู้อื่นเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้ประพฤติธรรม การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นในทางที่ดี การให้อภัยและการไม่ถือโทษโกรธเคืองเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อทั้งตนเองและสังคม
การเป็นผู้ประพฤติธรรมไม่เพียงแต่จะนำพาความสุขและความเจริญมาให้แก่ตนเอง แต่ยังสามารถเสริมสร้างสังคมที่มีความสุขและความเจริญอย่างยั่งยืนได้อีกด้วย เมื่อเรามีจิตใจมั่นคงในหลักธรรมและนำธรรมะมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ความสุขและความเจริญจะเกิดขึ้นทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง สังคมที่มีผู้ประพฤติธรรมย่อมเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความสามัคคีและความปรองดอง และสามารถเจริญก้าวหน้าไปในทางที่ดีได้อย่างยั่งยืน
สรุปความว่า ความสามัคคีปรองดองกันในสังคม เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และนำความเจริญมาสู่สังคมนั้น แต่ก็มีข้อแม้ว่า ความสามัคคีนั้นต้องเป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรมด้วย คือคนในสังคมนั้นต้องเป็นผู้มีศีลมีธรรม นำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักในการดำรงชีวิต และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามัคคีปรองดองกัน ร่วมแรงร่วมใจกันในการสร้างคุณงามความดี สรรสร้างสิ่งที่ดีให้แก่ส่วนรวม สังคมนั้นจึงจะมีความสุขความเจริญอย่างยั่งยืน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า
สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา
ความพร้อมเพรียงของปวงชนผู้เป็นหมู่ ยังความเจริญให้สำเร็จ
ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
