ททํ ปิโย โหติ ภชนฺติ นํ พหู.
ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากย่อมคบเขา.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๔๓.
แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป
เว็บไซต์ สถานีธรรม แต่งเป็นตัวอย่าง
ททํ ปิโย โหติ ภชนฺติ นํ พหู.
ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากย่อมคบเขา.
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป
บุคคลผู้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตาและพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หมายถึงการให้สิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน เวลา หรือความรู้ โดยไม่หวังผลตอบแทน การที่บุคคลหนึ่งยินดีแบ่งปันสิ่งที่มีอยู่ ทำให้เขาเป็นที่รักและเคารพจากคนรอบข้าง เพราะการกระทำที่มีความจริงใจและไม่มีเงื่อนไขนี้ จะสร้างความประทับใจให้กับคนทั้งหลายที่ได้รับน้ำใจจากเขา
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสังคมที่อบอุ่นและสามัคคี เมื่อคนในสังคมมีความพร้อมที่จะช่วยเหลือและแบ่งปันกัน จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนั้นแน่นแฟ้นและมีความสุขมากขึ้น การช่วยเหลือผู้อื่นไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือมีความสุข แต่ยังทำให้ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือรู้สึกอิ่มเอมใจและมีความสุขเช่นกัน ความสุขที่เกิดจากการให้มีค่ามากกว่าความสุขที่เกิดจากการรับ ดังนั้น บุคคลที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ย่อมมีความสุขในชีวิตและมีมิตรภาพที่ยาวนาน
การชอบช่วยเหลือและแบ่งปันยังเป็นการสร้างตัวอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น เมื่อเราช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความจริงใจ ผู้คนที่เห็นการกระทำของเราก็อาจจะได้รับแรงบันดาลใจที่จะทำเช่นเดียวกัน การที่บุคคลยินดีแบ่งปันและช่วยเหลือกันไปมา จะทำให้เกิดวัฒนธรรมการให้และการช่วยเหลือในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างสังคมที่มีความสงบสุข
การเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และชอบช่วยเหลือจะทำให้เรามีความสุขและได้รับความรักจากคนรอบข้าง ความรักและความเคารพที่เราได้รับจากการกระทำที่ดีนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เรามีชีวิตที่มีความสุขเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างสังคมที่ดีกว่าและอบอุ่นกว่าเดิมอีกด้วย การให้ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันนั้น ไม่เพียงแต่สร้างสังคมที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างบุญให้เพิ่มขึ้นแก่ผู้ให้ด้วย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในทีฆนิกาย มหาวรรค ว่า
ททโต ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ.
เมื่อให้ บุญก็เพิ่มขึ้น.
การให้เป็นสิ่งที่ดี เพราะการให้ไม่เพียงแต่ช่วยผู้รับให้มีความสุขหรือพอใจในสิ่งที่ได้รับ แต่ยังส่งผลดีต่อตัวผู้ให้ด้วย การให้สามารถแสดงถึงความเมตตาและความปรารถนาดีที่มีต่อผู้อื่น ซึ่งจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นมิตรกับคนรอบข้าง เมื่อเราให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์ เราจะรู้สึกถึงความสุขที่เกิดจากการเห็นผู้อื่นมีความสุข ซึ่งนั่นเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถวัดค่าได้
การให้บ่อยๆ ยังช่วยเพิ่มพูนบุญกุศลให้กับตัวผู้ให้เอง บุญในทางพุทธศาสนาหมายถึงผลดีที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นคุณธรรม การให้สิ่งของ การช่วยเหลือ หรือแม้แต่การให้คำปรึกษาดีๆ ล้วนแต่เป็นการสร้างบุญ การให้บ่อยๆ จะเป็นการสะสมบุญกุศลให้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้ชีวิตของเรามีความสุข สงบ และมีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น
นอกจากนี้ การให้บ่อยๆ ยังส่งผลดีต่อจิตใจของผู้ให้ การมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จะทำให้เรามีความสุขภายในและลดความเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ จะลดลง เนื่องจากการให้เป็นการปล่อยวางและไม่ยึดติดกับวัตถุสิ่งของ การให้ยังช่วยส่งเสริมให้เรามีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งเป็นการพัฒนาจิตใจและการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้น
สรุปความว่า การให้ เป็นการบำเพ็ญบุญขั้นพื้นฐานในพุทธศาสนา ช่วยให้เราไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ และได้ฝึกจิตใจให้มีความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บุคคลผู้ยินดีในการให้ ชอบแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ย่อมจะได้รับความรักและมิตรภาพที่ดีจากผู้อื่น นอกจากนี้ ยังเป็นการสะสมบุญให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ได้อีกด้วย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า
ททํ ปิโย โหติ ภชนฺติ นํ พหู.
ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากย่อมคบเขา.
ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
