ผาตึ กยิรา อวิเหฐยํ ปรํ.
ควรทำแต่ความเจริญ อย่าเบียดเบียนเขา.
ขุ. ชา. สตฺตก. ๒๗/๒๑๒.
แต่งอธิบายให้สมเหตุสมผล อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบด้วย ๑ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.
ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป
เว็บไซต์ สถานีธรรม แต่งเป็นตัวอย่าง
ผาตึ กยิรา อวิเหฐยํ ปรํ.
ควรทำแต่ความเจริญ อย่าเบียดเบียนเขา.
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป
การทำแต่สิ่งที่สร้างความสุขและความเจริญหมายถึงการเลือกกระทำในสิ่งที่มีผลดีต่อตนเองและผู้อื่น การเลือกกิจกรรมที่สร้างสรรค์เช่นการเรียนรู้ การทำงาน การช่วยเหลือผู้อื่น หรือการพัฒนาตนเองล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขและความเจริญ การทำเช่นนี้จะช่วยให้เรามีชีวิตที่มีความหมายและมีคุณค่ามากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เรามีสุขภาพจิตและกายที่ดี เนื่องจากเรามีความพอใจและพลังใจที่เป็นบวกอยู่เสมอ
การเบียดเบียนผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากการกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำร้ายผู้อื่น แต่ยังทำให้ตนเองตกอยู่ในสภาวะที่ไม่มีความสุขและความสงบสุข การกระทำเช่นนี้มักเกิดจากความโกรธ ความอิจฉา หรือความเกลียดชัง ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ทำให้เกิดความทุกข์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น การหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนจึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความเดือดร้อนในสังคม
การปฏิบัติตามหลักการไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นยังเป็นการสร้างสรรค์สังคมที่มีความสงบสุขและความเป็นธรรม การที่ทุกคนเลือกที่จะไม่เบียดเบียนผู้อื่นและมุ่งมั่นทำแต่สิ่งที่สร้างความสุขและความเจริญ จะทำให้สังคมมีความเป็นมิตร มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน การปฏิบัติเช่นนี้ยังช่วยส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและความสามัคคีในสังคมมากขึ้น
การทำแต่สิ่งที่สร้างความสุขและความเจริญโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นยังเป็นการสะท้อนถึงความมีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น การที่เราสามารถรักษาหลักการนี้ได้จะทำให้เรามีความภาคภูมิใจในตนเองและมีความมั่นใจในการดำเนินชีวิต การมีจริยธรรมที่ดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น จะทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้คนรอบข้างและได้รับความเคารพนับถือจากผู้อื่น เพราะการไม่เบียดเบียนกันเป็นคุณธรรมที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความสุขในสังคม สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในขุททกนิกาย อุทาน ว่า
อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก.
ความไม่เบียดเบียน เป็นสุขในโลก.
การไม่เบียดเบียนกันเป็นหลักการพื้นฐานของศีลธรรมและศาสนาหลายศาสนา โดยเฉพาะในพุทธศาสนา การไม่เบียดเบียนหมายถึงการงดเว้นจากการทำร้ายทั้งกายและจิตใจของผู้อื่น การดำรงชีวิตโดยไม่เบียดเบียนกันนั้นสร้างความสุขทั้งต่อบุคคลและสังคมโดยรวม การไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นไม่เพียงแต่ลดความทุกข์ของผู้ถูกทำร้าย แต่ยังส่งเสริมความรักและความเข้าใจระหว่างมนุษย์ การกระทำที่ไม่เบียดเบียนยังเป็นการแสดงออกถึงความกรุณาและความเมตตา ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญในพุทธศาสนา
การไม่เบียดเบียนกันก่อให้เกิดความสุขในโลกนี้ในหลายแง่มุม ด้านแรกคือการสร้างความสงบสุขในจิตใจของผู้ที่ปฏิบัติ การไม่เบียดเบียนทำให้เรามีจิตใจที่สะอาดและปลอดภัยจากความรู้สึกผิดและความกลัว เราสามารถดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและสงบสุขมากขึ้น เมื่อเราทำสิ่งที่ดีและไม่ทำร้ายผู้อื่น จิตใจของเราจะมีความสบายและเต็มไปด้วยความสุขและความสงบ
ด้านที่สองคือการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม การไม่เบียดเบียนเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เมื่อผู้คนไม่เบียดเบียนกัน จะเกิดความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกัน สังคมจะเต็มไปด้วยความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความขัดแย้งและความเกลียดชังจะลดลง การทำงานร่วมกันและการแก้ปัญหาก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุปความว่า เราทั้งหลายอาศัยอยู่ในสังคมร่วมกันคนหมู่มาก พึงตระหนักถึงความสุขสงบและความเจริญรุ่งเรืองของสังคมส่วนรวม ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ขอให้ทำแต่สิ่งที่ก่อให้เกิดความสุขความเจริญทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ควรทำสิ่งที่จะสร้างทุกข์สร้างโทษและความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น และไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่นในทุก ๆ กรณี เพราะความไม่เบียดเบียนกันเป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี เมื่อคนในสังคมไม่เบียดเบียนกัน ควาสุขสงบและความเจริญรุ่งเรืองย่อมเกิดขึ้นในสังคมนั้น ๆ อย่างแน่นอน สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า
ผาตึ กยิรา อวิเหฐยํ ปรํ.
ควรทำแต่ความเจริญ อย่าเบียดเบียนเขา.
ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
