กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท พ.ศ. ๒๕๔๘

ยมฺหิ กิจฺจํ ตทปวิทฺธํ     อกิจฺจํ ปน กยีรติ
อุนฺนฬานํ ปมตฺตานํ     เตสํ วฑฺฒนฺติ อาสวา.

คนทอดทิ้งกิจที่ควรทำ ไปทำกิจที่ไม่ควรทำ เมื่อเขาถือตัว
มัวประมาท อาสวะย่อมเจริญ.

(พุทฺธ) ขุ. ธ. ๒๕/๕๔.


แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.

ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป


ยมฺหิ กิจฺจํ ตทปวิทฺธํ     อกิจฺจํ ปน กยีรติ
อุนฺนฬานํ ปมตฺตานํ     เตสํ วฑฺฒนฺติ อาสวา.

คนทอดทิ้งกิจที่ควรทำ ไปทำกิจที่ไม่ควรทำ เมื่อเขาถือตัว
มัวประมาท อาสวะย่อมเจริญ.

บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป

กิจที่ควรทำในชีวิตของมนุษย์ทุกคนคือการปฏิบัติธรรม เพื่อขัดเกลากิเลสและอาสวะออกจากจิตใจ การปฏิบัติธรรมนี้เป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้อย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ และปัญญา จะช่วยให้เรารู้จักและเข้าใจสภาพความเป็นจริงของชีวิต รู้จักปล่อยวางและไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน และสุดท้ายเราก็จะพบกับความสงบเย็นที่แท้จริง

ในทางตรงกันข้าม กิจที่ไม่ควรทำคือการมัวเมาหลงอยู่กับความสุขทางโลก ความสุขจากสิ่งของ วัตถุ ความสัมพันธ์ และชื่อเสียงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน และสุดท้ายจะทำให้เราเกิดทุกข์เมื่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงหรือสูญเสียไป คนที่ยึดติดกับความสุขทางโลกมักจะวิ่งไล่ตามความพึงพอใจในสิ่งที่ไม่จีรัง ความเพลิดเพลินเหล่านี้เพียงทำให้เราหลงทางจากการปฏิบัติธรรมและการขัดเกลากิเลสออกจากใจ

บุคคลที่ละเลยกิจที่ควรทำ มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความเพลิดเพลินในโลกียสุขนั้นย่อมต้องเผชิญกับการพอกพูนของกิเลส กิเลสเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้จิตใจมัวหมองและผูกพันกับโลก จนไม่สามารถปล่อยวางได้ บุคคลเช่นนี้มักจะประมาทในการใช้ชีวิต ขาดการฝึกฝนสติปัญญา ขาดการขัดเกลาตนเอง ทำให้ชีวิตติดอยู่กับความวุ่นวายและความทุกข์ที่เกิดจากการยึดติดในสิ่งที่ไม่ถาวร

ผลจากการละเลยการปฏิบัติธรรมย่อมทำให้กิเลสและอาสวะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับขี้เถ้าที่ค่อย ๆ สะสมบนเปลวไฟ ทำให้จิตใจของบุคคลนั้นมืดมนและเต็มไปด้วยความโกรธ ความโลภ และความหลง เขาไม่สามารถเห็นความจริงของธรรมชาติ และย่อมหลงอยู่ในวัฏสงสารที่ไม่รู้จบ ไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

บุคคลเช่นนี้ย่อมไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ เพราะขาดการฝึกฝนสติและปัญญาที่จะมองเห็นธรรมชาติของสรรพสิ่งตามความเป็นจริง สิ่งที่เขาพึงทำคือการเริ่มต้นปฏิบัติธรรม ขัดเกลากิเลสให้หมดจากจิตใจ เพื่อสร้างความมั่นคงทางจิตใจและความรู้แจ้งในธรรมชาติของชีวิต

ดังนั้น การใส่ใจกิจที่ควรทำ คือการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตที่มีความหมาย การละเลยกิจนี้ทำให้ชีวิตของเราติดอยู่กับความทุกข์และความวุ่นวายที่ไม่สิ้นสุด การยินดีในความไม่ประมาท ตามรักษาจิตของตนให้พ้นจากภัยของกิเลสย่อมเป็นการประเสริฐกว่า สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า

อปฺปมาทรตา โหถ     สจิตฺตมนุรกฺขถ
ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ     ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร.

ท่านทั้งหลาย จงยินดีในความไม่ประมาท
คอยรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม
เหมือนช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้นฉะนั้น.

ความไม่ประมาทหมายถึงการไม่หลงมัวเมาในความสุขทางโลก ความสุขที่เกิดจากวัตถุ สิ่งของ หรือความพอใจในทางกายมักจะเป็นสิ่งชั่วคราว ไม่ยั่งยืน และนำพาความทุกข์ในระยะยาวเมื่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงหรือสูญหายไป การยึดติดกับความสุขเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะมันเป็นเหตุก่อให้เกิดความทุกข์ในอนาคต เมื่อเราหลงลืมสติและประมาทในการใช้ชีวิต เรามักตกเป็นเหยื่อของกิเลสและตัณหา ทำให้ไม่สามารถพ้นจากวัฏสงสารได้

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เหล่าสาวกยินดีในความไม่ประมาท ทรงเตือนให้เหล่าภิกษุและผู้ปฏิบัติธรรมใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังและมีสติ เพื่อไม่ให้หลงในความสุขทางโลก พระองค์ทรงเน้นให้เห็นว่าความไม่ประมาทเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น การละเลยความไม่ประมาทนั้นจะทำให้เราตกอยู่ในความทุกข์อย่างไม่รู้จบ การรักษาสติและความระมัดระวังในทุกการกระทำจะช่วยให้เราไม่หลงในความสุขที่ไม่จีรัง และช่วยให้เราเห็นความจริงของธรรมชาติ

หนึ่งในวิธีที่พระพุทธเจ้าแนะนำให้ปฏิบัติเพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นคือการวิปัสสนากัมมัฏฐาน วิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นการฝึกฝนจิตใจให้เห็นความจริงของสรรพสิ่งว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา การเห็นความจริงนี้จะช่วยให้เราปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่เที่ยง และช่วยขจัดกิเลสที่คอยบดบังสติปัญญาอยู่

เมื่อบุคคลปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างจริงจัง เขาย่อมค่อย ๆ ขัดเกลากิเลสและตัณหาที่ทำให้จิตใจมัวหมองออกไป การฝึกปฏิบัตินี้เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความเพียรและความมุ่งมั่น การพิจารณาและเจริญสติอย่างต่อเนื่องจะทำให้จิตใจค่อย ๆ สงบและเบิกบานขึ้น จนกระทั่งสามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้

เมื่อบรรลุธรรมขั้นสูงสุด บุคคลจะสามารถยกจิตของตนให้พ้นจากกิเลสและตัณหาทั้งปวงได้ กิเลสที่เคยคอยรบกวนจิตใจจะไม่สามารถทำให้เกิดความทุกข์ได้อีกต่อไป บุคคลจะมีจิตใจที่สงบเย็นและบริสุทธิ์ เมื่อไม่มีกิเลสมากวนใจ การดำรงชีวิตก็จะไม่ติดอยู่ในวงจรของการเกิดและดับในวัฏสงสารอีกต่อไป

ดังนั้น ความไม่ประมาทเป็นสิ่งสำคัญที่ควรยึดถือในชีวิต การมีสติและวิปัสสนากัมมัฏฐานจะช่วยให้เราขัดเกลากิเลสและยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น เพื่อให้เราสามารถพ้นจากความทุกข์ในวัฏสงสารและเข้าสู่ความสงบเย็นที่แท้จริง

และถึงแม้ว่าเราจะเคยประมาทมามากในอดีต ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ละทิ้งความประมาทเสียให้สิ้น แล้วกลับมายินดีในความไม่ประมาท ปฏิบัติวปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเคร่งครัดและจริงจริง เมื่อทำดีทำถึงและบารมีพร้อมสมบูรณ์ ก็ย่อมจะสามารถถอนตนขึ้นจากหล่มคือวัฏสงสารได้ เหมือนดวงจันทร์ที่หลุดพ้นจากกลุ่มเมฆที่บดบังแล้วสามารถส่องแสงทำให้โลกสว่างในเวลากลางคืนได้ฉะนั้น สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ว่า

โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา     ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ     อพฺภา มุตฺโต ว จนฺทิมา.

เมื่อก่อนประมาท ภายหลังไม่ประมาท เขาชื่อว่ายังโลกนี้ให้สว่าง
เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆหมอกฉะนั้น.

บุคคลที่เคยประมาทในอดีต อาจเคยทำบาปกรรมหรือทำความผิดในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ดี และแน่นอนว่าย่อมส่งผลที่ไม่ดีแก่เขาในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้ากับความทุกข์ทั้งทางกายและใจ หรือการได้รับผลกระทบทางสังคมที่ทำให้เขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาได้กระทำไป อย่างไรก็ตาม การที่เขาได้ตระหนักถึงผลกระทบและโทษจากการประมาทในอดีตนั้นสามารถถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจได้

เมื่อบุคคลนั้นเห็นโทษของความประมาท และตระหนักว่าการกระทำที่ผ่านมาสร้างความทุกข์ให้กับตนเองและผู้อื่น เขาย่อมสามารถกลับตัวกลับใจได้ใหม่ การกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ด้วยการยินดีในความไม่ประมาทนั้นเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ การทำกรรมดีเพื่อชดเชยกรรมชั่วที่เคยกระทำไว้ จะเป็นเครื่องช่วยให้เขาได้ชำระล้างจิตใจและเริ่มต้นสร้างคุณธรรมให้กับตนเอง

การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้บุคคลขัดเกลาจิตใจและทำลายกิเลสที่คอยทำให้หลงทาง การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจังจะช่วยให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบัน รู้จักปล่อยวางความยึดมั่นในสิ่งที่เคยผิดพลาดในอดีต เมื่อจิตใจสงบและบริสุทธิ์ขึ้น การตัดสินใจในอนาคตย่อมจะเป็นไปในทางที่ถูกต้องและดีงาม

บุคคลที่ละทิ้งความประมาท หันมาทำกรรมดีและละเว้นกรรมชั่ว ย่อมเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคม เขาจะกลายเป็นคนดี และยังมีส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่มากขึ้นด้วย การมีบุคคลเช่นนี้ในสังคมจะส่งเสริมให้คนอื่น ๆ หันมาปฏิบัติตามความไม่ประมาท ทำให้สังคมเต็มไปด้วยความสงบสุข

อีกประการหนึ่ง หากบุคคลนั้นปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเคร่งครัดและจริงจัง เมื่อบารมีของเขาถึงพร้อม เขาย่อมสามารถหลุดพ้นจากวงจรแห่งบาปกรรมทั้งปวงได้ กิเลสที่เคยครอบงำจิตใจเขาจะหมดไป และเขาจะกลายเป็นบุคคลที่มีจิตใจบริสุทธิ์ เหมือนดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอก แล้วสามารถส่องแสงให้โลกได้สว่างไสวด้วยความดีงาม

การกลับตัวกลับใจ หันมาปฏิบัติธรรมและยินดีในความไม่ประมาทนั้นไม่เพียงแต่เป็นหนทางสู่ความสุขทางจิตใจของตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวม บุคคลที่ฝึกฝนตนเองและตั้งมั่นในความดี ย่อมจะเป็นแสงสว่างที่นำพาผู้อื่นให้มองเห็นเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตได้

สรุปความว่า เราทั้งหลายพึงกำจัดความประมาทออกจากชีวิต หันมายินดีในความไม่ประมาท โดยการตั้งตนอยู่ในความระมัดระวังในทุกการกระทำ ความไม่ประมาทคือการมีสติรู้ตัวและไม่หลงไปกับความสุขชั่วคราวในทางโลก การสร้างคุณงามความดีนั้นเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและจะส่งผลให้ชีวิตของเรามีความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน การสร้างความดีอย่างต่อเนื่องจะช่วยขัดเกลากิเลสในจิตใจ และทำให้เราสามารถก้าวสู่หนทางแห่งความสงบและความเจริญทางจิตใจ

การยินดีในความไม่ประมาท และหมั่นปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างสม่ำเสมอ ย่อมช่วยให้เราสามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ วิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราเห็นความจริงของชีวิตและปล่อยวางจากการยึดติดในสิ่งที่ไม่จีรัง เมื่อเรามีสติและปัญญาในการมองเห็นธรรมชาติของชีวิต เราจะค่อย ๆ ขจัดกิเลสออกจากจิตใจได้ และสามารถก้าวพ้นจากความทุกข์ในวัฏสงสารได้ในที่สุด

ในทางกลับกัน ความประมาทเป็นกิจที่ไม่ควรทำ เพราะมันเป็นหนทางที่ทำให้กิเลสและอาสวะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ บุคคลที่ประมาทและไม่ระมัดระวังในการกระทำของตน ย่อมทำให้ความดีไม่สามารถงอกงามได้ กิเลสที่สะสมอยู่ในจิตใจจะทำให้ชีวิตตกอยู่ในความทุกข์และความวุ่นวาย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องตนว่า

ยมฺหิ กิจฺจํ ตทปวิทฺธํ     อกิจฺจํ ปน กยีรติ
อุนฺนฬานํ ปมตฺตานํ     เตสํ วฑฺฒนฺติ อาสวา.

คนทอดทิ้งกิจที่ควรทำ ไปทำกิจที่ไม่ควรทำ เมื่อเขาถือตัว
มัวประมาท อาสวะย่อมเจริญ.

ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.