กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นโท พ.ศ. ๒๕๔๔

พหุมฺปิ เจ สํหิตภาสมาโน
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ
น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ.

หากกล่าวพุทธพจน์ได้มาก แต่เป็นคนประมาท ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น
ก็ไม่มีส่วนแห่งสามัญผล เหมือนคนเลี้ยงโค คอยนับโคให้ผู้อื่นฉะนั้น.

ขุ. อิติ. ๒๕/๒๔๒.


แต่งอธิบายเป็นทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบไม่น้อยกว่า ๒ ข้อ และบอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำข้อกัน แต่จะซ้ำคัมภีร์ได้ ไม่ห้าม สุภาษิตที่อ้างมานั้น ต้องเรียงเชื่อมความให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ตั้ง.

ชั้นนี้ กำหนดให้เขียนลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หน้า (เว้นบรรทัด) ขึ้นไป


พหุมฺปิ เจ สํหิตภาสมาโน
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ
น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ.

หากกล่าวพุทธพจน์ได้มาก แต่เป็นคนประมาท ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น
ก็ไม่มีส่วนแห่งสามัญผล เหมือนคนเลี้ยงโค คอยนับโคให้ผู้อื่นฉะนั้น.

บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป

ในพระพุทธศาสนา คำสอนของพระพุทธเจ้า หรือที่เรียกว่า “พุทธพจน์” มีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำพาผู้ปฏิบัติไปสู่การหลุดพ้นและความสุขแท้จริง แต่การที่จะได้ประโยชน์จากพุทธพจน์นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เราสามารถท่องจำหรือกล่าวพุทธพจน์ได้มากน้อยเพียงใด หากแต่สำคัญที่การนำไปปฏิบัติและใช้ชีวิตตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ การกล่าวพุทธพจน์โดยไม่ปฏิบัติตามเท่ากับไม่ได้อะไรเลย เช่นเดียวกับการนับจำนวนโคให้ผู้อื่น แต่ไม่ได้ครอบครองโคนั้นจริง

คำสอนนี้ชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือการนำเอาคำสอนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาจิตใจ การเพิ่มพูนปัญญา หรือการทำความดีต่างๆ สิ่งเหล่านี้คือแก่นสารที่แท้จริงของพุทธศาสนา ไม่ใช่เพียงการกล่าวพุทธพจน์ หรือการที่เรามีความรู้เรื่องพุทธศาสนามากมาย แต่ไม่ได้นำมาใช้ในชีวิตจริง

การเป็นคนประมาทนั้นคือการที่เรารู้ถึงคำสอน แต่กลับไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตาม หรือใช้ชีวิตไปในทางที่ไม่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำเช่นนี้ถือเป็นการเดินทางสู่ความเสื่อม เพราะแทนที่จะได้พัฒนาและเข้าถึงธรรมะ กลับเป็นการห่างไกลจากเส้นทางแห่งความสุขและความเจริญ คนที่ประมาทเช่นนี้จึงไม่ได้รับผลดีจากพุทธพจน์ที่ตนได้เรียนรู้

ดังนั้น การที่เราสามารถกล่าวพุทธพจน์ได้มาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นคนมีปัญญาหรือได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนาโดยตรง หากเรายังไม่ลงมือปฏิบัติตามพุทธพจน์นั้น เราก็เป็นเพียงผู้ที่มีความรู้แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน เหมือนคนเลี้ยงโคที่คอยนับจำนวนโคให้ผู้อื่น แต่ไม่ได้มีโคเป็นของตนเอง สิ่งที่สำคัญคือการนำเอาคำสอนมาปฏิบัติจนเกิดผลจริงในชีวิต

สิ่งที่เราควรคำนึงถึงคือ ความรู้ที่เรามีควรถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตนเองหรือการช่วยเหลือผู้อื่น การกล่าวพุทธพจน์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีการปฏิบัติตามคำสอนนั้นด้วย การทำตามพุทธพจน์นั้นคือการดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนที่ได้เรียนรู้มา

คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นทางแห่งความหลุดพ้นที่นำพาผู้ปฏิบัติไปสู่ความสุขอันยั่งยืน การนำพุทธพจน์มาปฏิบัติจะทำให้เราสามารถเข้าถึงสัจธรรมและได้รับผลอย่างแท้จริง เราควรเป็นผู้ที่ไม่เพียงแต่ท่องจำคำสอน แต่ควรเป็นผู้ที่สามารถนำคำสอนมาปฏิบัติให้เกิดผลในชีวิตจริง เพราะเพียงการรู้พระพุทธพจน์ไม่ใช่ทางแห่งความพ้นทุกข์ แต่การปฏิบัติตามพระพุทธพจน์ที่รู้แล้วนั้นต่างหากจึงจะเป็นทางแห่งความพ้นทุกข์ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ชี้ทาง การการปฏิบัตินั้นเราต้องปฏิบัติเองจึงจะเห็นผลได้เอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า

ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ     อกฺขาตาโร ตถาคตา
ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ     ฌายิโน มารพนฺธนา.

ท่านทั้งหลายต้องทำความเพียรเอง ตถาคตเป็นแต่ผู้บอก
ผู้มีปกติเพ่งพินิจดำเนินไปแล้ว จักพ้นจากเครื่องผูกของมาร.

พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำทางสู่ความหลุดพ้น ทรงสอนสัจธรรมและวิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากความทุกข์ แต่การที่จะเข้าถึงความหลุดพ้นนั้น พระพุทธเจ้าเองก็ได้กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายต้องทำความเพียรเอง ตถาคตเป็นแต่ผู้บอก” หมายถึงว่า แม้พระพุทธเจ้าจะทรงเป็นผู้นำทางที่ชี้แนะหนทาง แต่ผู้ที่ต้องลงมือปฏิบัติและเดินทางไปสู่ความหลุดพ้นคือพวกเราทุกคนเอง

การทำความเพียรนั้นหมายถึงการพยายามและตั้งใจในการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นการลงมือทำด้วยตนเองโดยไม่หวังพึ่งพิงใคร พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ที่ชี้แนะวิถีทางที่ถูกต้องให้กับผู้ที่ต้องการหลุดพ้น แต่การจะก้าวข้ามความทุกข์และเครื่องผูกพันของมารได้ ต้องเกิดจากความพยายามของตนเอง ในการดำเนินตามหนทางที่พระพุทธเจ้าทรงชี้แนะไว้อย่างมั่นคงและไม่ย่อท้อ

ผู้ที่มีปกติเพ่งพินิจและพิจารณาตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องและสมดุล การพิจารณานั้นคือการมองเห็นความจริงของชีวิต และการเข้าใจถึงธรรมชาติของสิ่งต่างๆ รอบตัว เป็นการฝึกฝนจิตใจให้พ้นจากอวิชชาและความหลงผิด เมื่อจิตใจได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและตั้งมั่นในความเพียร ก็จะสามารถพ้นจากเครื่องผูกของมารที่คอยฉุดรั้งไม่ให้หลุดพ้น

เครื่องผูกของมารในที่นี้หมายถึงกิเลสและความยึดติดต่างๆ ที่ทำให้เราติดอยู่ในวงจรแห่งทุกข์ พระพุทธเจ้าได้สอนวิธีที่จะเอาชนะเครื่องผูกเหล่านี้โดยการทำความเพียรในการปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสมถะ การเจริญวิปัสสนา หรือการปฏิบัติตามศีลธรรมในชีวิตประจำวัน การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์และเข้าถึงนิพพานได้

สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกคือ พระพุทธเจ้าได้ทรงบอกหนทางให้กับเราแล้ว แต่การที่จะเดินทางไปสู่จุดหมายนั้นขึ้นอยู่กับความเพียรของเราเอง เราต้องมีศรัทธาในคำสอนและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยไม่หวังพึ่งพาใคร ความเพียรนี้คือกุญแจสู่ความสำเร็จในการเดินทางบนเส้นทางแห่งธรรม

การที่เราจะพ้นจากเครื่องผูกของมารนั้น ต้องเกิดจากความเพียรพยายามในการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ พระพุทธเจ้าทรงเป็นเพียงผู้บอกทาง หน้าที่ของเราคือการเดินตามทางนั้นด้วยความเพียรจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่แท้จริง เมื่อเรามีความเพียรที่บากบั่น ดำเนินตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง เราย่อมจะสามารถข้ามพ้นห้วงโอฆะที่ข้ามได้ยาก สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า

สพฺพทา สีลสมฺปนฺโน     ปญฺญวา สุสมาหิโต
อารทฺธวิริโย ปหิตตฺโต     โอฆํ ตรติ ทุตฺตรํ.

ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล มีปัญญา มีใจมั่นคงดีแล้ว
ปรารภความเพียร ตั้งตนไว้ในกาลทุกเมื่อ
ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก.

การเดินทางในเส้นทางแห่งธรรมะ เพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์และความลุ่มหลงในวัฏสงสาร เป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย และต้องการความตั้งมั่นในคุณธรรมสามประการหลัก คือ ศีล ปัญญา และความเพียร ผู้ที่มีคุณธรรมเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้ที่สามารถข้ามโอฆะ หรือกระแสน้ำแห่งทุกข์ที่ข้ามได้ยากอย่างแท้จริง

ศีลคือฐานรากที่มั่นคงของการปฏิบัติธรรม เป็นการรักษาความประพฤติให้อยู่ในกรอบของศีลธรรม และไม่กระทำสิ่งที่เป็นบาปหรือทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน การมีศีลที่บริสุทธิ์ทำให้จิตใจสงบ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยุภายนอก เป็นการป้องกันตัวเองจากการตกอยู่ในความทุกข์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดศีล ด้วยเหตุนี้ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลจึงมีความสามารถในการรักษาจิตใจให้นิ่งและไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลส

ปัญญาเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตในทางธรรม ผู้ที่มีปัญญาจะสามารถแยกแยะได้ระหว่างสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นโทษ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ปัญญาไม่เพียงแต่หมายถึงความรู้ทางโลกเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการรู้แจ้งในธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ การเห็นสัจธรรมและความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่ง ปัญญานี้ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถเดินตามเส้นทางธรรมได้อย่างมั่นคงและไม่หลงทาง

ความเพียรคือพลังที่ผลักดันให้ผู้ปฏิบัติไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ความเพียรเป็นสิ่งที่ต้องการความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะก้าวข้ามอุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับกิเลสภายในหรือปัญหาภายนอก ความเพียรที่ปรารภอยู่เสมอทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถยืนหยัดอยู่ในเส้นทางธรรมได้ตลอดเวลา ไม่หลงระเริงไปกับสิ่งยั่วยุหรือความสุขชั่วคราว

เมื่อผู้ปฏิบัติสมบูรณ์ด้วยศีล ปัญญา และความเพียร จิตใจย่อมมีความมั่นคง ซึ่งหมายถึงการไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งดีและร้าย จิตใจที่มั่นคงเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับความยากลำบากและอุปสรรคในการปฏิบัติธรรม การตั้งตนไว้ในกาลทุกเมื่อหมายถึงการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องและไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม

ผู้ที่ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้ที่สามารถข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก โอฆะในที่นี้หมายถึงกระแสน้ำแห่งความทุกข์ ซึ่งประกอบด้ว กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา ที่เป็นอุปสรรคต่อการหลุดพ้น การข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยากนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้ที่มีศีล ปัญญา และความเพียร ย่อมสามารถฝ่าฟันและเดินไปสู่ความหลุดพ้นได้อย่างแน่นอน

สรุปความว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการนำพาผู้คนให้หลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์ได้ทรงชี้แนะหนทางที่สามารถนำไปสู่การหลุดพ้นจากวงจรของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่เรียกว่า “สังสารวัฏ” คำสอนเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้รู้แจ้งและเข้าใจถึงธรรมชาติของความทุกข์และวิธีการหลุดพ้น แต่การที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การท่องจำหรือเรียนรู้คำสอนเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว

การที่จะหลุดพ้นจากทุกข์จำเป็นต้องมีการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าเปรียบเสมือนผู้ชี้ทางที่สามารถบอกวิธีและแนวทางในการดำเนินชีวิตให้กับเราได้ แต่การจะเดินไปตามทางนั้นต้องขึ้นอยู่กับความพยายามของเราเอง เราต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาศีล การเจริญปัญญา หรือการทำความเพียร เพราะการปฏิบัติเป็นสิ่งที่จะทำให้เราเห็นผลและได้รับประโยชน์จากคำสอนนั้นอย่างแท้จริง

การรักษาศีลเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการปฏิบัติธรรม เพราะศีลเป็นเครื่องมือที่ทำให้จิตใจเราสงบและไม่ถูกรบกวนด้วยความชั่วร้ายต่าง ๆ เมื่อจิตใจสงบ เราจึงสามารถเจริญปัญญาได้อย่างเต็มที่ ปัญญาจะเป็นตัวที่ทำให้เรามองเห็นสัจธรรมและเข้าใจความจริงของชีวิต การที่เรามีปัญญาจะช่วยให้เราสามารถพิจารณาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างมีสติและถูกต้อง

ความเพียรเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติธรรม เพราะความเพียรเป็นพลังที่ทำให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ในเส้นทางธรรมได้อย่างต่อเนื่องและไม่ย่อท้อ แม้จะเจออุปสรรคหรือความล้มเหลว ความเพียรจะช่วยให้เราก้าวข้ามอุปสรรคและพัฒนาจิตใจไปสู่ความหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้การที่จะข้ามพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏได้ จำเป็นต้องมีการรักษาศีล เจริญปัญญา และทำความเพียรด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า

พหุมฺปิ เจ สํหิตภาสมาโน
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ
น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ.

หากกล่าวพุทธพจน์ได้มาก แต่เป็นคนประมาท ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น
ก็ไม่มีส่วนแห่งสามัญผล เหมือนคนเลี้ยงโค คอยนับโคให้ผู้อื่นฉะนั้น.

ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.