กรรมฐาน 2

กรรมฐาน แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน หรือ อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการงาน หมายถึง อุบายวิธีสำหรับการฝึกจิตเพื่อให้เหมาะแก่การงาน ซี่งการงานในที่นี้หมายถึงงานคือการกำจัดกิเลสเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จของงานคือความพ้นทุกข์ แบ่งตามวิธีการฝึกออกเป็น 2 ประการ คือ

  1. สมถกรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายสงบใจ
  2. วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา

สมถกรรมฐาน

สมถกรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายสงบใจ คือการเจริญกรรมฐานที่เนื่องด้วยบริกรรมอย่างเดียว เป็นการบำเพ็ญเพียรทางจิตโดยใช้สติเป็นหลัก

ตามธรรมดาจิตของบุคคลย่อมฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เมื่อจิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถสงบลงได้

อุบายอย่างหนึ่งอันเป็นเครื่องสงบระงับจิตไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ก็คือการใช้สติยึดเอาอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วบริกรรม โดยทำไว้ในใจจนจิตแนบแน่นในอารมณ์เดียว สามารถระงับนิวรณ์ได้ เป็นจิตมีอารมณ์เลิศเป็นหนึ่ง เรียกว่า เอกัคคตา

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค จำแนกอารมณ์สมถกรรมฐานไว้ 40 ประการ ประกอบด้วย

  • กสิณ 10
    • ปฐวีกสิณ กสิณคือดิน
    • อาโปกสิณ กสิณคือน้ำ
    • เตโชกสิณ กสิณคือไฟ
    • วาโยกสิณ กสิณคือลม
    • นีลกสิณ กสิณคือสีเขียวคราม
    • ปีตกสิณ กสิณคือสีเหลือง
    • โลหิตกสิณ กสิณคือสีแดง
    • โอทาตกสิณ กสิณคือสีขาว
    • อาโลกกสิณ กสิณคือแสงสว่าง
    • อากาสกสิณ กสิณคือที่ว่างเปล่า
  • อสุภะ 10
    • อุทธุมาตกะ ซากศพที่เน่าพองขึ้นอืด
    • วินีลกะ ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำคละด้วยสีต่างๆ
    • วิปุพพกะ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มอยู่ตามที่ที่แตกปริออก
    • วิจฉิททกะ ซากศพที่ขาดจากกันเป็น 2 ท่อน
    • วิกขายิตกะ ซากศพที่ถูกสัตว์จิกทึ้งกัดกินแล้ว
    • วิกขิตตกะ ซากศพที่กระจุยกระจาย มือเท้าศีรษะหลุดออกไปข้างๆ
    • หตวิกขิตตกะ ซากศพที่ถูกสับฟันบั่นเป็นท่อนๆ กระจายออกไป
    • โลหิตกะ ซากศพที่มีโลหิตไหลอาบเรี่ยราดอยู่
    • ปุฬุวกะ ซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำเต็มไปหมด
    • อัฏฐิกะ ซากศพที่ยังเหลืออยู่แต่ร่างกระดูกหรือกระดูกท่อน
  • อนุสสติ 10
    • พุทธานุสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระองค์
    • ธัมมานุสติ ระลึกถึงพระธรรม คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระธรรม
    • สังฆานุสติ ระลึกถึงพระสงฆ์ คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระสงฆ์
    • สีลานุสติ ระลึกถึงศีล คือ น้อมจิตรำลึกพิจารณาศีลของตนที่ได้ประพฤติปฏิบัติ บริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อย
    • จาคานุสติ ระลึกถึงการบริจาค คือ น้อมจิตระลึกถึงทานที่ตนได้บริจาคแล้ว และพิจารณาเห็นคุณธรรมคือความเผื่อแผ่เสียสละนี้ที่มีในตน
    • เทวตานุสติ ระลึกถึงเทวดา คือ น้อมจิตระลึกถึงเทวดาทั้งหลายที่ตนเคยรู้ และพิจารณาเห็นคุณธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดานั้นๆ ตามที่มีอยู่ในตน
    • มรณสติ ระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาที่จะให้เกิดความไม่ประมาท
    • กายคตาสติ สติอันไปในกาย คือ กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ อันไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ มิให้หลงใหลมัวเมา
    • อานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก
    • อุปสมานุสติ ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบ คือ ระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระนิพพาน อันเป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์
  • พรหมวิหาร 4
    • เมตตา ความรัก ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า
    • กรุณา ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์
    • มุทิตา ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป
    • อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา
  • อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1
  • จตุธาตุววัตถาน 1
  • อรูป 4
    • อากาสานัญจายตนะ กำหนดช่องว่างหรืออากาศหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์
    • วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์
    • อากิญจัญญายตนะ กำหนดภาวะไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์
    • เนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

ผลสูงสุดที่จะได้จากการเจริญสมถกรรมฐาน คือ สามารถระงับนิวรณ์ 5 ได้ ทำให้จิตสงบเป็นสมาธิ ได้สมาบัติ 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4

วิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา เป็นการฝึกจิตให้เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมทั้งปวง เพื่อให้จิตคลายอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย และหลุดพ้นจากอำนาจของกิเลส

เมื่อฝึกวิปัสสนากรรมฐานจนเกิดปัญญารู้แจ้งในสภาวธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง โดยมาพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงว่า สรรพสิ่งล้วนตกอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์ คือ เป็นของไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาแล้วดับไป เป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

เมื่อพิจารณาได้ดังนี้ จิตก็จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ไม่ยึดมั่นถือมั่น และหลุดพ้นจากอำนาจของกิเลสได้ในที่สุด

ผลสูงสุดที่พึงหวังได้จากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็คือ การบรรลุอรหัตตผล สำเร็จเป็นพระอรหันต์ กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.