มูฬฺโห อตฺถํ น ชานาติ มูฬฺโห ธมฺมํ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โมโห สหเต นรํ.ผู้หลงย่อมไม่รู้อรรถ ผู้หลงย่อมไม่เห็นธรรม ความหลงครอบงำคนใดเมื่อใด ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น.
(พุทฺธ) ขุ.อิติ. 25/296, ขุ.มหา. 29/18.
ความหลง หรือ โมหะ เป็นกิเลสใหญ่ที่คอยครอบงำจิตใจ ทำให้ไม่รู้ความจริงของชีวิต ไม่เห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง และยังเป็นรากฐานที่ก่อให้เกิดกิเลสอื่น ๆ ตามมา
เมื่อโมหะเกิดขึ้น ความโกรธก็อาศัยโมหะเป็นที่ตั้ง ความโลภก็อาศัยโมหะเป็นแรงผลักดัน หากจิตไม่หลงผิด ไม่มืดบอดด้วยโมหะ ความโลภและความโกรธก็จะไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ ดังนั้น โมหะจึงเป็นมูลเหตุสำคัญของกิเลสทั้งปวง
โมหะเปรียบเสมือนความมืดที่ปิดบังแสงสว่าง ทำให้ผู้ถูกครอบงำมีปัญญามืดมิด มองไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรม ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุแห่งทุกข์ ไม่รู้จักความดับทุกข์ และไม่รู้จักวิธีปฏิบัติที่จะถึงความดับทุกข์
สาเหตุที่สรรพสัตว์ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารก็เพราะโมหะ เพราะโมหะทำให้ไม่รู้จักอริยสัจ 4 ทำให้หลงติดอยู่ในสิ่งลวงตาของโลก เช่น ทรัพย์สมบัติ อำนาจ เกียรติยศ ซึ่งล้วนไม่จีรังยั่งยืน
โมหะทำให้มนุษย์เข้าใจผิด คิดว่าสิ่งที่ได้มาทางโลกเป็นความสุขที่แท้จริง แต่ความจริงแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่เที่ยง ไม่แน่นอน เมื่อยึดติดก็ย่อมเกิดทุกข์ แต่เพราะความหลงจึงทำให้ไม่คิดหาทางออกจากวัฏสงสาร
สิ่งที่จะกำจัดโมหะได้ก็คือ ปัญญา โดยเฉพาะปัญญาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ปัญญานี้จะค่อย ๆ ส่องแสงสว่าง ทำให้ความมืดแห่งโมหะค่อย ๆ ลดลง
เมื่อบุคคลเจริญวิปัสสนา สติและสมาธิจะมั่นคงขึ้น แล้วปัญญาจะเกิด ทำให้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน การเห็นเช่นนี้ทำให้โมหะอ่อนกำลังลงทีละน้อย และดับสลายไปในที่สุด
เมื่อโมหะถูกกำจัดสิ้นไป ปัญญาก็จะสว่างไสว จิตใจปลอดโปร่ง ไม่ถูกครอบงำด้วยความหลง บุคคลย่อมสามารถรู้อรรถรู้ธรรมได้แจ่มแจ้ง เข้าใจธรรมชาติของชีวิตอย่างถ่องแท้
ผู้ที่ปราศจากโมหะแล้ว ย่อมไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เพราะรู้เท่าทันความจริง ไม่ถูกความหลงล่อลวง จึงสามารถทำลายกองทุกข์ในวัฏสงสารได้ และก้าวเข้าสู่พระนิพพานอันสงบเย็น
ดังนั้น เราทั้งหลายไม่ควรปล่อยชีวิตให้ผ่านไปด้วยความประมาท ควรเร่งปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อทำลายรากฐานแห่งกิเลสคือ โมหะ ให้หมดสิ้น เมื่อความหลงดับไป ความจริงก็จะปรากฏ และความทุกข์ทั้งปวงก็จะสิ้นสุดลง.
