หนฺติ กุทฺโธ สมาตรํ.
“ผู้โกรธ ย่อมฆ่ามารดาของตนเองได้”
(องฺ.สตฺตก. 23/99)
ความโกรธเป็นอารมณ์ที่รุนแรงและน่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่งในใจมนุษย์ เมื่อมันครอบงำจิตแล้ว ย่อมทำให้สติและปัญญามืดบอด ขาดความยั้งคิด ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร
โดยปกติแล้ว มารดาคือผู้ที่ลูกทุกคนรักและเทิดทูน เป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต แต่ถ้าลูกถูกไฟโทสะครอบงำอย่างแรงกล้า ความกตัญญูกตเวทีที่ควรจะมี ก็อาจถูกบดบังไปจนสิ้น เหลือเพียงอำนาจของความโกรธที่ผลักดันให้ทำสิ่งเลวร้าย
เพราะเมื่อความโกรธเกิดขึ้น มันพร้อมจะทำลายทุกสิ่ง แม้แต่บุคคลที่ควรเคารพและรักที่สุดก็ตาม ผู้โกรธจึงอาจพูดคำหยาบใส่มารดา ด่าว่าด้วยวาจารุนแรง หรือหนักที่สุดคือทำร้ายร่างกาย จนถึงขั้นฆ่ามารดาของตนเองได้จริง ๆ
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ความโกรธนั้นอันตรายยิ่งนัก เพราะมันสามารถทำให้มนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปในชั่วขณะ เหลือเพียงสัญชาตญาณทำลายล้าง โดยไม่สนใจแม้แต่บุพการีผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่
เมื่อความโกรธดับลงแล้ว ผู้ที่เคยถูกโทสะครอบงำย่อมเต็มไปด้วยความทุกข์ ความเสียใจ และความเดือดร้อนใจอย่างใหญ่หลวง แต่ความผิดที่ทำลงไปแล้วไม่อาจย้อนกลับมาแก้ไขได้ ต้องแบกรับผลกรรมทั้งในทางโลกและทางธรรม
พระพุทธเจ้าตรัสเตือนว่า ความโกรธเป็นไฟเผาผลาญกุศลธรรมทั้งหมด และเป็นบ่อเกิดแห่งบาปกรรมมหันต์ แม้บุคคลที่ควรเคารพที่สุดก็ยังสามารถทำร้ายได้เพราะความโกรธ จึงต้องหมั่นฝึกสติและขันติ เพื่อระงับความโกรธก่อนที่จะครอบงำจิตใจ
การเจริญเมตตาภาวนาเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยดับไฟโกรธได้ เพราะเมตตาทำให้ใจอ่อนโยน รู้จักให้อภัยและมองผู้อื่นด้วยความปรารถนาดี หากเราฝึกใจให้เต็มไปด้วยเมตตา ความโกรธจะไม่สามารถแทรกซึมได้ง่าย
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า “ผู้โกรธ ย่อมฆ่ามารดาของตนเองได้” ไม่ใช่เพียงในความหมายตรง ๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำลายความกตัญญู ทำลายความดีงามในใจของตนเอง ผู้มีปัญญาจึงควรรีบดับไฟโกรธเสีย ก่อนที่มันจะผลักดันให้ทำสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขได้อีกต่อไป.
