อุจฺฉินฺนภวตณฺหสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน
วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโว.ภิกษุผู้ถอนภวตัณหาได้แล้ว มีจิตสงบแล้ว สิ้นความเวียนเกิดแล้ว ย่อมไม่มีภพอีก.
(พุทฺธ) ขุ.อุ. 25/143.
ภวตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากที่เกิดขึ้นภายในใจมนุษย์ ซึ่งมักแสดงออกมาในรูปแบบของความอยากมี อยากเป็น และอยากได้สิ่งต่าง ๆ ตามความปรารถนาของตนเอง ความอยากนี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่สิ่งของหรือสถานะทางโลกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความใฝ่ฝันที่จะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ตนเชื่อว่าจะมอบความสุข ความสบาย หรือความสมบูรณ์พร้อมให้แก่ตน
นอกจากนี้ ภวตัณหายังสะท้อนถึงการยึดมั่นถือมั่นในความคิดที่ว่า ภพหรือสถานที่ซึ่งตนปรารถนานั้นจะคงอยู่ยั่งยืน ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเสมือนแหล่งแห่งความสุขที่แท้จริง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วทุกสิ่งล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ความเข้าใจผิดนี้เองที่ทำให้ภวตัณหากลายเป็นรากเหง้าของความทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด
ความทะยานอยากทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะความเห็นที่ผิด ไม่สอดคล้องกับสภาวะความจริงของธรรมชาติ มนุษย์ไม่อาจมองเห็นหรือเข้าใจความจริงของสิ่งทั้งหลายได้อย่างชัดเจน จึงทำให้เกิดความอยากมี อยากเป็น และอยากได้ในสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่สิ้นสุด ปรารถนาที่จะไปเกิดในภพภูมิที่ตนคิดว่าดีเลิศ สวยงาม และเต็มไปด้วยความสุขตามที่ใจปรารถนา
แต่เพราะความยึดติดเช่นนี้เอง กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารอย่างไม่รู้จบ แม้จะไขว่คว้าหาความสุข แต่แท้จริงกลับนำมาซึ่งความทุกข์ที่ต่อเนื่องยาวนาน การไม่เห็นความจริงของความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตน คือเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยังคงติดอยู่ในวงจรแห่งความหลงและความทุกข์ไม่สิ้นสุด
ภิกษุผู้ตระหนักถึงภัยในวัฏสงสาร ย่อมตั้งใจปฏิบัติสมณธรรมอย่างเคร่งครัดตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเพียรพยายามไม่หยุดยั้ง จนสามารถฝึกฝนจิตให้สงบและหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวง ความทะยานอยากทั้งสามประการที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ไม่เหลือเชื้อให้ก่อเกิดอีกต่อไป
เมื่อกิเลสและตัณหาถูกละหมดสิ้น ภิกษุย่อมเข้าถึงพระนิพพานซึ่งเป็นบรมสุขอันแท้จริง ความสิ้นภพสิ้นชาติย่อมปรากฏ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีก ไม่ต้องประสบกับความทุกข์ใหญ่หลวงที่หมุนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร แต่ดำรงอยู่ในสภาวะแห่งความสงบเย็นอย่างถาวร
ดังนั้น พุทธศาสนิกชนผู้ใฝ่หาความหลุดพ้นจากความทุกข์ ควรตั้งใจฝึกฝนและหมั่นเพียรในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพราะการเจริญวิปัสสนาจะช่วยให้เห็นตามความเป็นจริงของสรรพสิ่ง คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตน อันเป็นหนทางในการคลายความยึดมั่นถือมั่นและละวางกิเลสทั้งหลายได้ทีละน้อยจนหมดสิ้น
เมื่อกิเลสและตัณหาได้รับการทำลายลงอย่างสิ้นเชิง จิตใจย่อมเข้าถึงความสงบอันสูงสุด คือพระนิพพาน ซึ่งเป็นแดนดับทุกข์อย่างแท้จริง พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงควรเพียรพยายามปฏิบัติในหนทางนี้ เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา และหลุดพ้นจากวัฏสงสารอันเต็มไปด้วยความทุกข์ทั้งปวงได้โดยถาวร.
