จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ.
“จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้”
(ขุ.ธ. 25/19)
จิตที่ฝึกดีแล้ว หมายถึง จิตที่ถูกชำระล้างให้หมดสิ้นจากมลทินคือกิเลส ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ หรือความหลง จิตเช่นนี้ย่อมไม่หวั่นไหว ไม่ยินดีหรือยินร้ายต่ออารมณ์ทั้งหลายที่มากระทบ เป็นจิตที่มั่นคงและผ่องใส
เมื่อเราฝึกจิตได้เช่นนี้ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส และใจรับรู้ธรรมารมณ์ใด ๆ จิตก็ไม่หวั่นไหว ไม่ถูกชักนำไปตามอารมณ์เหล่านั้น แต่กลับตั้งมั่นอยู่ในความสงบได้อย่างมั่นคง
ผลแห่งการฝึกจิตจนตั้งมั่นเช่นนี้ คือความสงบเยือกเย็นภายใน ไม่ถูกครอบงำด้วยความสุขหรือความทุกข์ทางโลก จิตไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งที่น่าพอใจหรือน่าขัดใจ แต่ตั้งอยู่บนความเป็นกลาง
ความสุขเช่นนี้ ถือเป็นความสุขที่แท้จริง เพราะเป็นความสุขที่อยู่เหนือความสุขทางโลกีย์ ไม่ขึ้นอยู่กับวัตถุสมบัติ ไม่ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงเกียรติยศ แต่เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการปล่อยวางและการรู้เท่าทันอารมณ์ทั้งหลาย
ด้วยเหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราทั้งหลายหมั่นฝึกจิตของตนเองให้ดีอยู่เสมอ การฝึกจิตมิใช่เพียงเพื่อระงับความทุกข์ชั่วคราว แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ใจ ทำให้จิตมั่นคงและไม่ตกเป็นทาสของกิเลสอีกต่อไป
ดังนั้น ผู้ใดที่สามารถฝึกจิตของตนให้ดีได้ ผู้นั้นย่อมได้พบกับความสุขอันแท้จริง ความสุขที่ไม่ผันแปรไปตามโลกธรรม และความสุขที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้ว่าเป็นสุขอันประเสริฐที่สุด นั่นคือความสุขที่เกิดจากจิตที่ฝึกดีแล้วนั่นเอง.
