ตณฺหาย อุฑฺฑิโต โลโก ชราย ปริวาริโต
มจฺจุนา ปิหิโต โลโก ทุกฺเข โลโก ปติฏฺฐิโต.โลกถูกตัณหาก่อขึ้น ถูกชราล้อมไว้ ถูกมฤตยูปิดไว้ จึงตั้งอยู่ในทุกข์.
(พุทฺธ) สํ.ส. 15/55.
คำว่า “โลก” ในที่นี้ หมายถึง สัตว์โลกทั้งปวง คือทั้งมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย ซึ่งรวมเรียกว่า “สัตว์โลก” หรือ “ชาวโลก” ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นมาในสังสารวัฏ ล้วนถูกครอบงำด้วยตัณหา ชรา และมรณะโดยถ้วนหน้า
สัตว์โลกทั้งหลายถูก ตัณหา เป็นผู้ก่อสร้าง หมายความว่า ตัณหา หรือความทะยานอยาก เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด หากไม่มีตัณหา สัตว์โลกก็ไม่จำเป็นต้องกลับมาเกิดใหม่ แต่เพราะยังมีตัณหา จึงยังต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ
ตัณหามี 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
- กามตัณหา ความทะยานอยากในกามคุณ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
- ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ อยากเป็นนั่นเป็นนี่
- วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ คืออยากไม่ให้มีสิ่งที่ตนไม่ต้องการ
ตัณหาเหล่านี้ล้วนเป็นเชื้อให้เกิดการสร้างกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ
เมื่อสัตว์โลกเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมถูก ชรา หรือความแก่ ล้อมเอาไว้ ไม่มีใครสามารถหนีจากความแก่ได้ ทุกคนล้วนเดินไปตามลำดับแห่งวัย จากเด็กอ่อน สู่วัยหนุ่มสาว และในที่สุดก็เข้าสู่วัยชรา
แม้ว่าเราจะสมมติว่า ชีวิตมีอยู่สามวัย คือ เด็ก หนุ่มสาว และชรา แต่ความจริงแล้ว “เรากำลังแก่ขึ้นทุกวัน” เพียงแต่ในวัยเด็กและหนุ่มสาว ร่างกายยังสดชื่นผิวพรรณยังงดงาม จึงทำให้เข้าใจผิดว่ายังไม่แก่ แต่แท้จริงแล้ว ชราได้คืบคลานเข้ามาทุกลมหายใจ
สัตว์โลกทั้งหลายย่อมถูก มฤตยู หรือความตาย จ้องเล่นงานอยู่ตลอดเวลา เมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมต้องตาย ไม่มีใครหนีพ้น ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ ไม่ว่าผู้มีอำนาจหรือคนทั่วไป สุดท้ายแล้วก็ต้องไปสู่ประตูแห่งความตายเหมือนกัน
ดังนั้น เมื่อสัตว์โลกถูกตัณหาทำให้เกิด ถูกชราล้อมไว้ และถูกมฤตยูปิดไว้ จึงต้องประสบกับทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่อาจหลีกหนีไปไหนได้ ทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ และตาย ยังคงวนเวียนอยู่เสมอ
พระพุทธองค์ทรงชี้ชัดว่า เหตุแห่งทุกข์นี้อยู่ที่ ตัณหา หากตัณหายังมีอยู่ ย่อมต้องเกิดใหม่ เมื่อเกิดแล้วก็หนีชราและมรณะไม่พ้น ดังนั้น หากต้องการดับทุกข์จึงต้องดับตัณหาให้สิ้น
หนทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากชรา มรณะ และทุกข์ทั้งปวง คือการหมั่นปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐาน เจริญสติ สมาธิ และปัญญา จนสามารถทำลายตัณหาได้สิ้น เมื่อตัณหาสิ้น กรรมไม่สืบต่อ เราก็ไม่ต้องเกิดอีก
สรุปว่า เมื่อสิ้นตัณหา ก็ไม่ต้องเกิด เมื่อไม่ต้องเกิด ก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทนทุกข์เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตายอีกต่อไป นี่คือทางแห่งความพ้นทุกข์ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ เป็นความสุขแท้จริงที่ไม่มีวันกลับมาทุกข์อีก.
