ตณฺหา ชเนติ ปุริสํ จิตฺตมสฺส วิธาวติ
สตฺโต สํสารมาปาทิ กมฺมํ ตสฺส ปรายนํ.ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน สัตว์ยังท่องเที่ยวไป จึงยังมีกรรมนำหน้า.
(พุทฺธ) สํ.ส. 15/52.
ตัณหาเป็นตัวการให้สัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ เมื่อจิตถูกครอบงำด้วยความอยาก มันก็ย่อมวิ่งพล่าน ไม่อาจสงบตั้งมั่นได้ สัตว์จึงยังต้องท่องเที่ยวไปในภพภูมิต่าง ๆ และที่สำคัญ ทุกการกระทำย่อมทิ้ง “กรรม” เอาไว้ กรรมนี้เองที่จะเป็นผู้นำพาชีวิตไปสู่ภพใหม่
ตัณหา หมายถึงความอยาก ความกระหาย ความทะยานไม่รู้จักพอ ไม่ว่าจะเป็นกามตัณหา ภวตัณหา หรือวิภวตัณหา ตัณหาทำให้เกิดการดิ้นรนแสวงหา และการดิ้นรนนั้นนำไปสู่การกระทำ เมื่อกระทำแล้วก็ย่อมเกิดผลกรรมสืบเนื่องกันไป
เมื่อใจเต็มไปด้วยตัณหา ย่อมไม่อาจสงบอยู่ในปัจจุบันได้ มันจะคิดหาวิธีได้ในสิ่งที่อยาก และหาทางหลีกหนีสิ่งที่ไม่ต้องการ สภาพเช่นนี้คือ “จิตวิ่งพล่าน” ซึ่งเป็นจิตที่ขาดความมั่นคง ไม่ตั้งอยู่บนสติและปัญญา
สัตว์โลกทั้งหลายจึงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ ก่อกรรมในภพนี้ แล้วส่งผลให้ต้องไปเกิดในภพหน้า เหมือนนักเดินทางที่ยังหาที่พักถาวรไม่ได้ ยังคงท่องเที่ยวต่อไปโดยไม่รู้จุดจบ
คำว่า “กรรมนำหน้า” หมายความว่า ไม่ว่าเราจะไปเกิดที่ใด ย่อมไปตามผลแห่งกรรมที่เราทำไว้ไม่ว่าดีหรือชั่ว กรรมเปรียบเหมือนเงาที่ติดตามเราไปทุกภพชาติ ไม่เคยห่างหาย และเป็นผู้นำทางชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ตัณหาเป็นแรงผลักดันให้เกิดการกระทำ และการกระทำก็คือกรรม เมื่อทำกรรมแล้ว ผลกรรมก็สืบเนื่องออกไป ตัณหากับกรรมจึงเหมือนวงจรที่ผูกสัตว์โลกไว้ให้เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ หากยังไม่ตัดตัณหา ย่อมยังสร้างกรรมต่อไป และยังต้องรับผลแห่งกรรมต่อไป
เมื่อยังมีตัณหาอยู่ สัตว์ก็ย่อมทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว กรรมดีจะนำพาไปเกิดในสุคติภูมิ กรรมชั่วจะนำพาไปสู่ทุคติภูมิ แต่ไม่ว่ากรรมชนิดใด ก็ยังคงเป็นเครื่องร้อยรัดให้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ ไม่ใช่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เราเห็นว่า ตราบใดที่ยังมีกาย วาจา ใจ ถูกขับเคลื่อนด้วยตัณหา เราก็จะยังสร้างกรรมอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ และกรรมนี้เองที่จะเป็นผู้นำชีวิตเราในอนาคต การเห็นภัยในตัณหาและกรรม จึงเป็นแรงบันดาลใจให้มุ่งหาทางหลุดพ้น
หนทางออกจากวงจรแห่งตัณหาและกรรม คือการดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ 8 ด้วยการมีศีล สมาธิ และปัญญา ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน เมื่อสามารถทำลายตัณหาลงได้แล้ว เชื้อยางแห่งการเกิดย่อมหมดไป เมื่อไม่มีเชื้อก็ไม่ต้องเกิด เมื่อไม่ต้องเกิดอีก ก็เป็นอันว่าตัดวงจรแห่งทุกข์ในสังสารวัฏได้หมดสิ้น.
