กิจฺจานุกุพฺพสฺส กเรยฺย กิจฺจํ.
“พึงทำกิจแก่ผู้ช่วยทำกิจ”
(ขุ.ชา.ทสก. 27/84)
ธรรมดามนุษย์เมื่อเกิดมาและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม ย่อมต้องพึ่งพาอาศัยกันในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงาน การดำรงชีพ หรือแม้แต่ด้านกำลังใจ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันจึงเป็นหลักธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน เพราะไม่มีผู้ใดสามารถดำรงชีวิตเพียงลำพังโดยไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นได้
การพึ่งพาอาศัยกันนั้น ไม่ใช่ว่าจะรอรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นอย่างเดียว แต่ต้องพร้อมที่จะยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นด้วย ใครที่เคยช่วยเหลือเรา เมื่อถึงคราวที่เขาต้องการความช่วยเหลือ เราก็ควรตอบแทนอย่างจริงใจ เพื่อแสดงความกตัญญูรู้คุณ และเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ที่ดี
แม้ผู้ที่ไม่เคยช่วยเหลือเราโดยตรง หากเห็นว่าเขากำลังตกทุกข์ได้ยาก และเรามีกำลังความสามารถที่จะช่วยได้ ก็สมควรที่จะช่วย นั่นเป็นคุณธรรมส่วนบุคคลที่งดงาม เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
หากมนุษย์ในสังคมละเลยการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความอบอุ่นและความสามัคคีย่อมเสื่อมถอย ตกอยู่ในภาวะต่างคนต่างอยู่ ไม่สามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ สุดท้ายแล้วจะทำให้สังคมอ่อนแอและไม่น่าอยู่
ในทางกลับกัน หากเรามีใจช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าผู้นั้นจะเคยช่วยเราหรือไม่ สิ่งนี้จะเป็นเสมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งน้ำใจไว้ เมื่อถึงวันหนึ่ง เราก็อาจได้รับผลตอบแทนเป็นความช่วยเหลือจากผู้อื่นในยามลำบากอย่างไม่คาดคิด
ความมีน้ำใจนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ได้รับการช่วยเหลือรู้สึกซาบซึ้งเท่านั้น แต่ยังทำให้เรามีเกียรติและคุณค่าในสายตาผู้อื่นด้วย เป็นคุณสมบัติที่สร้างมิตรภาพและความไว้วางใจให้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ การช่วยเหลือกันยังเป็นการปลูกฝังคุณธรรมให้แพร่ขยายออกไป เพราะเมื่อผู้ใดได้รับน้ำใจจากเรา เขาอาจนำแรงบันดาลใจนั้นไปช่วยเหลือผู้อื่นต่อ เป็นการส่งต่อความดีงามให้สังคมอบอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้น ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร หากเราเห็นว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ และเรามีกำลังที่จะช่วยได้ จงทำเถิด และเมื่อมีผู้อื่นช่วยเหลือเราในยามลำบาก ก็อย่าละเลยที่จะตอบแทนบุญคุณผู้นั้นในเวลาที่เหมาะสม เพราะการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน คือรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคมมนุษย์.
