ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย

ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย.

“ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ เสีย”

(สํ.ส. 15/20)

บาป หมายถึง สภาวะที่ทำให้จิตใจตกต่ำ เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน และเป็นต้นทางแห่งความฉิบหายทั้งในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้น บาปจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ และควรเว้นให้ห่างไกลอย่างยิ่ง

บาปทั้งหลายมีรากฐานมาจากอกุศลจิต 12 ดวง ได้แก่ โลภมูลจิต 8 ดวง โทสมูลจิต 2 ดวง และโมหมูลจิต 2 ดวง ซึ่งสรุปลงได้ก็คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเป็นกิเลสใหญ่ที่ครอบงำสัตว์โลก

เมื่อเข้าใจแล้วว่าบาปเกิดจากอกุศลจิตเหล่านี้ ผู้มีปัญญาจึงควรหาทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้อกุศลจิตเกิดขึ้นมา ต้องรู้จักหลีกเลี่ยงอารมณ์และสิ่งยั่วยุที่เป็นเหตุให้บาปบังเกิด เหมือนผู้เดินทางรู้ว่าทางใดอันตราย ก็หลีกเลี่ยงไม่เดินไปทางนั้น

ในการกำจัดความโลภนั้น ท่านสอนให้ฝึกตนให้เป็นผู้ยินดีในการให้ทาน การเสียสละและแบ่งปันแก่ผู้อื่น การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการมีจิตใจโอบอ้อมอารี ยิ่งให้มากเท่าไร ความโลภก็ยิ่งเบาบางลงเท่านั้น

ส่วนการกำจัดความโกรธนั้น ต้องอาศัยการเจริญเมตตาอยู่เสมอ ฝึกใจให้มีความเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ปรารถนาให้เขามีความสุข ปราศจากทุกข์เวรภัย การบ่มเพาะเมตตาจะดับไฟแห่งความโกรธลงได้ทีละน้อย

สำหรับความหลงนั้น ทางแก้คือการเจริญปัญญา โดยหมั่นฟังธรรม ศึกษาพระธรรมคำสอนให้มาก และปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีแสงแห่งปัญญาส่องสว่าง ความมืดบอดแห่งความหลงก็ย่อมคลายหายไป

เมื่อบุคคลสามารถลดความโลภด้วยทาน ลดความโกรธด้วยเมตตา และลดความหลงด้วยปัญญาได้แล้ว จิตใจก็จะไม่ตกเป็นทาสของอกุศล ความประพฤติย่อมตรงต่อความดี เป็นสุจริตทั้งทางกาย วาจา และใจ

ดังนั้น การเว้นบาปและการละกิเลสทั้งสามจึงเป็นหนทางสำคัญแห่งการสร้างบุญกุศลและบารมี เมื่อไม่ทำบาป ย่อมไม่เดือดร้อน เมื่อเพิ่มพูนบุญกุศล ย่อมได้รับความสุขสงบ และในที่สุดก็เป็นเหตุให้ถึงความพ้นจากทุกข์ คือพระนิพพาน.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.