นตฺถิ โทสสโม คโห.
“ผู้จับ เสมอด้วยโทสะ ไม่มีเลย”
(ขุ.ธ. 25/48)
คำว่า “ผู้จับ” หมายถึง ผู้ที่ควบคุมหรือบังคับไว้ไม่ให้หลุดพ้นไปไหน เหมือนตำรวจจับผู้ร้าย เมื่อจับได้แล้วก็ต้องควบคุมตัวไว้ในอำนาจ ผู้ถูกจับจะไปไหนไม่ได้ และต้องทำตามคำสั่งของผู้ควบคุมเท่านั้น การขัดขืนเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เลย
โทสะก็เปรียบเสมือน “ผู้จับ” ชนิดหนึ่ง เพราะเมื่อโทสะเกิดขึ้นกับผู้ใดแล้ว มันจะควบคุมใจของผู้นั้นไว้ไม่ให้เป็นอิสระ สั่งการให้คิด พูด และทำไปตามอำนาจของมัน โดยไม่เปิดโอกาสให้ปัญญาเข้ามาพิจารณาอย่างรอบคอบ
ธรรมชาติของโทสะเป็นความร้อนเหมือนไฟ ดังนั้น เมื่อโทสะสั่งการ มันจึงมักพาไปสู่การทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ผลลัพธ์ก็คือความทุกข์ ความเดือดร้อน และความแตกแยกในสังคม
เมื่อถูกโทสะครอบงำ มันอาจสั่งให้ประทุษร้ายผู้อื่นด้วยการใช้กำลัง เช่น การทำร้ายร่างกาย ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ หรือเบียดเบียนจนถึงขั้นเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน การกระทำเหล่านี้ล้วนมีรากมาจากอำนาจของโทสะทั้งสิ้น
โทสะไม่เพียงเป็นเหตุให้ทำร้ายกันทางกายเท่านั้น แต่ยังเป็นเหตุให้ประทุษร้ายด้วยวาจา เช่น การด่าทอ ใช้วาจาหยาบคาย ตำหนิติเตียนด้วยอารมณ์รุนแรง ซึ่งนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ความแตกแยก และความบาดหมางระหว่างกัน
เมื่อใจตกอยู่ภายใต้อำนาจของโทสะ ย่อมไม่ต่างอะไรกับนักโทษที่ถูกจองจำ ไม่สามารถใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผลที่ถูกต้องได้เลย การพูดหรือทำใด ๆ ในเวลานั้น จึงเต็มไปด้วยภัยและความเสียหาย
หากอยากหลุดพ้นจากอำนาจของโทสะ เราจำเป็นต้อง “สลัดโซ่ตรวน” ที่คุมขังจิตใจอยู่นั้นออก วิธีการที่ได้ผลก็คือการเจริญเมตตาธรรมบ่อย ๆ ให้ใจเต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ความเมตตาจะเป็นเกราะคุ้มกันไม่ให้โทสะมีช่องเข้ามาครอบงำได้ง่าย
เมื่อเราฝึกฝนตนเองให้มีเมตตาธรรมจนเป็นนิสัย โทสะจะค่อย ๆ เบาบางลง จิตใจจะอ่อนโยนและสงบเย็นมากขึ้น เมื่อโทสะหมดอำนาจ จิตใจก็กลับคืนสู่อิสระ ไม่ต้องตกเป็นนักโทษของอารมณ์ร้ายอีกต่อไป เป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข ความสงบ และความร่มเย็นอย่างแท้จริง.
