อิจฺฉา โลกสฺมิ ทุชฺชหา.
“ความอยาก ละได้ยาก ในโลก”
(สํ.ส. 15/61)
ตัณหา คือความทะยานอยากที่เป็นรากเหง้าของทุกข์ และเป็นแรงผลักดันที่ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏไม่รู้จักสิ้นสุด พระพุทธองค์ได้ทรงจำแนกตัณหาออกเป็น 3 ประการ ได้แก่ กามตัณหา ความอยากในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ที่น่าปรารถนา, ภวตัณหา ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากมี อยากได้ อยากปรากฏในภพที่พอใจ และ วิภวตัณหา ความอยากไม่เป็น ไม่อยากปรากฏในสิ่งที่ไม่พึงใจ หรืออยากหนีหลีกเลี่ยงจากสภาวะที่ไม่น่าพอใจ
ตัณหาทั้ง 3 ประการนี้มีอยู่ในใจสรรพสัตว์ทุกชีวิต เปรียบเสมือนเงาที่ติดตามตน ไม่มีวันหลีกหนีได้ แม้เราจะละสังขารจากภพนี้ไป เกิดใหม่ในภพอื่น ตัณหาก็ยังคงตามไปดุจวิญญาณที่ไม่เคยจางหาย ตัณหานี้เองเป็นแรงดึงดูดให้เกิดภพชาติใหม่ ทำให้สรรพสัตว์ต้องเวียนว่ายอยู่ในห้วงมหรรณพแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
ความจริงแล้ว ตัณหาไม่ใช่สิ่งที่หยุดอยู่กับที่ หากแต่เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา เมื่อได้สิ่งหนึ่งแล้วใจก็ยังเรียกร้องอยากได้มากขึ้น ไม่รู้จักพอ แม้น้ำใหญ่ที่ได้รับน้ำฝนบ่อย ๆ แล้วยังสามารถเต็มได้ แต่ใจที่มีตัณหานั้นไม่มีวันเต็ม ต่อให้ได้สิ่งที่ใฝ่หาเพียงใด ก็ยังคงแสวงหาสิ่งใหม่อยู่ร่ำไป
เพราะตัณหามีอำนาจเช่นนี้ สัตว์โลกจึงยากนักที่จะพ้นไปจากความทุกข์ที่ครอบงำ ความอยากที่ไม่รู้จักจบสิ้นนี้จึงเป็นรากฐานที่ผูกมัดจิตใจ ไม่ให้เป็นอิสระจากความยึดมั่นถือมั่น และนำไปสู่การเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น
หนทางเดียวที่จะสลัดตัณหาออกไปได้อย่างเด็ดขาด คือการปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญวิปัสสนาภาวนา โดยใช้ สติปัฏฐาน 4 เป็นแนวทาง ได้แก่ การกำหนดรู้กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม อย่างต่อเนื่องด้วยสติปัญญาที่มั่นคง
เมื่อผู้ปฏิบัติใช้สติปัฏฐานทั้ง 4 เป็นเครื่องชำระจิต จะค่อย ๆ เห็นความจริงของสังขารทั้งหลาย ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ตัณหาที่เคยบีบคั้นอยู่ในใจก็จะค่อย ๆ อ่อนกำลังลง เพราะเกิดปัญญาเห็นความจริงได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงการสลัดตัณหาออกจากใจได้ทั้งหมดนั้น มิใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยความเพียรพยายามอย่างใหญ่หลวง ความอดทน ความไม่ย่อท้อ และความตั้งมั่นในการเจริญภาวนาอย่างต่อเนื่อง
ผู้ที่ปฏิบัติอย่างจริงจัง จนเกิดวิปัสสนาญาณที่แทงตลอดสภาวธรรมทั้งหลาย ย่อมจะสามารถตัดรากเหง้าของตัณหาได้ เมื่อมีปัญญาเข้าถึงความจริงโดยสมบูรณ์ ตัณหาที่เป็นตัวการแห่งทุกข์ก็จะดับสิ้นไป ไม่อาจกลับมาก่อความเร่าร้อนแก่ใจได้อีก
ผู้ที่สามารถกำจัดตัณหาได้หมดสิ้น จึงจะเป็นผู้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ เข้าถึงความเป็นพระอริยะสูงสุด คือพระอรหันต์ ผู้ปราศจากความทะยานอยากทั้งปวง เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานอันเป็นบรมสุขอย่างแท้จริง.
