ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน
อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา.คนที่เห็นแต่โทษผู้อื่น คอยแต่เพ่งโทษนั้น อาสวะก็เพิ่มพูน เขายังไกลจากความสิ้นอาสวะ.
(พุทฺธ) ขุ.ธ. 25/49.
ทุกคนบนโลกนี้ล้วนมีความผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยทำผิดพลาด แม้แต่ตัวเราเองก็เคยผิดพลาดมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่ควรดูแคลนหรือประณามผู้อื่นเพียงเพราะความผิดพลาดบางอย่าง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ความผิดพลาดคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับปุถุชนทุกคน
ในบรรดาความผิดพลาดทั้งหลาย ความผิดพลาดที่นับว่าใหญ่หลวงที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือ การเพ่งโทษผู้อื่นอยู่เสมอ มัวแต่คอยจับผิด คอยหาข้อบกพร่องของผู้อื่น เมื่อพบเห็นแล้วก็นำมาเล่าต่อหรือนินทากล่าวโทษ การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงไร้ประโยชน์ แต่ยังเป็นโทษที่ทำให้ใจของเราเศร้าหมองอีกด้วย
เหตุที่การเพ่งโทษคนอื่นถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างยิ่ง ก็เพราะความผิดของผู้อื่นนั้นไม่อาจสร้างประโยชน์ใด ๆ ให้กับชีวิตเราได้เลย การมัวแต่จับผิดคนอื่นจึงไม่ต่างอะไรกับการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่มีสิ่งใดที่ช่วยให้เราพัฒนาตนได้จากการมองหาความบกพร่องของเขา
ยิ่งไปกว่านั้น การจ้องจับผิดคนอื่นยังเป็นการเบียดบังเวลาชีวิตอันมีค่าของเราเอง เวลาที่ควรจะใช้ไปกับการสร้างประโยชน์ กลับต้องสูญเสียไปกับการเพ่งโทษผู้อื่น ทั้งในการทำงานที่จะก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า และในการปฏิบัติธรรมที่จะเป็นหนทางกำจัดกิเลส ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่กลับไม่ได้ทำ
การปล่อยให้ตนเองหมกมุ่นอยู่กับการจับผิดคนอื่น นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ แล้ว ยังกลับกลายเป็นโทษ ทำให้ใจเต็มไปด้วยความคิดร้าย การติฉินนินทา และการมองโลกในแง่ลบ ส่งผลให้สังคมเกิดความแตกแยก และตัวเราเองก็ไม่ได้ก้าวหน้าทางจิตใจเลย
ตรงกันข้าม พระพุทธศาสนาสอนให้เราเพ่งโทษตนเองเป็นสำคัญ มิใช่เพ่งโทษคนอื่น เพราะเมื่อเราหันมาสำรวจตนเอง เราจะเห็นข้อบกพร่องของเราเอง และสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เราสามารถนำมาแก้ไขได้จริง เพื่อให้ชีวิตก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม
การเพ่งโทษตนเองในทางที่ถูกต้อง หมายถึงการเฝ้าสังเกตนิสัยและกิริยาของตนเอง ว่าเราเป็นคนขยันหรือเกียจคร้าน เป็นคนมีเมตตาหรือโกรธง่าย เป็นคนใจกว้างหรือเห็นแก่ตัว เมื่อรู้แล้วก็ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น สิ่งนี้ต่างหากที่จะเป็นกำไรชีวิตที่แท้จริง
เหนือสิ่งอื่นใด กิเลสในจิตใจเป็นข้อบกพร่องที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ เพราะกิเลสนี่เองคือรากฐานของความผิดพลาดทั้งหลาย หากเรารู้จักเฝ้าสังเกตกิเลสของตน และตั้งใจขัดเกลาอย่างจริงจัง ความผิดทั้งหลายย่อมลดน้อยลงและไม่หวนกลับมาทำร้ายชีวิตเราอีก
เมื่อเรามีความเพียรในการเพ่งโทษตนเองอยู่เสมอ และปฏิบัติขัดเกลาตนเองอย่างต่อเนื่อง กิเลสทั้งหลายย่อมเบาบางลงตามลำดับ จนในที่สุดก็จะดับสิ้นไปได้อย่างแน่นอน นี่คือวิถีของผู้ใฝ่ในธรรมและเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต
แต่ผู้ที่มุ่งเพียงเพ่งโทษคนอื่น จับผิดแต่ผู้อื่น โดยไม่เคยมองย้อนกลับมาที่ตนเองเลยนั้น ย่อมทำให้กิเลสพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ หนามากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะขาดการขัดเกลาและแก้ไขตนเอง กิเลสย่อมเจริญงอกงามยิ่งกว่าเดิม
ผู้ที่เป็นเช่นนี้จะห่างไกลจากการสิ้นอาสวะ ห่างไกลจากความหลุดพ้น และยังต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะอีกยาวนาน เพราะมัวเสียเวลาไปกับการติดตามความผิดพลาดของคนอื่น โดยที่ไม่ได้ลดความผิดพลาดของตนเองเลย
ดังนั้น หนทางของบัณฑิตคือการเฝ้าสอดส่องตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ เพ่งโทษตัวเองก่อนเพ่งโทษผู้อื่น ขัดเกลาตนเองก่อนที่จะวิจารณ์ใคร เมื่อทำได้เช่นนี้ กิเลสย่อมค่อย ๆ หมดไป และชีวิตก็จะค่อย ๆ ก้าวสู่ความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างแท้จริง.
