อกฺโกเธน ชิเน โกธํ.
“พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ”
(ขุ.ธ. 25/45, ขุ.ชา.ทุก. 27/50)
คนที่มักโกรธ เป็นผู้ที่มีจิตใจไม่สงบอยู่เสมอ ความโกรธทำให้ใจเร่าร้อน คลุ้มคลั่ง และขุ่นมัว เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ความสุขย่อมหายไป เหลือเพียงความว้าวุ่น ฟุ้งซ่าน และความทุกข์ที่เผาใจอยู่ภายใน คนเช่นนี้มักหงุดหงิดง่าย พูดจารุนแรง และทำให้ผู้อื่นไม่อยากเข้าใกล้ เพราะเพียงอยู่ใกล้ก็สัมผัสได้ถึงพลังลบที่แผ่ออกมาจากใจอันเร่าร้อน
เมื่อโกรธ ร่างกายจะตึงเครียด หัวใจเต้นแรง สมองสั่งการผิดพลาด ความคิดและการตัดสินใจจึงไม่เป็นปกติ ส่วนจิตใจยิ่งเร่าร้อน ปั่นป่วน ขาดสติ และมักทำสิ่งที่ภายหลังต้องเสียใจ ความโกรธจึงเปรียบเสมือน “ไฟเผาใจ” ที่ทำลายทั้งตนเองและผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
ผู้ที่มักโกรธอยู่เสมอ ย่อมถูกอารมณ์ชั่ววูบครอบงำ ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ทำให้พูดหรือทำสิ่งที่ผิดพลาดออกไปโดยไม่ทันคิด เขาจึงตกเป็นทาสของความโกรธ และยิ่งโกรธมากเท่าไร ใจก็ยิ่งมืดมัวและห่างไกลจากความสงบมากเท่านั้น
ถ้ามีผู้ใดโกรธเรา แล้วเราโกรธตอบ ก็เท่ากับว่าเราได้ตกอยู่ในระดับเดียวกับเขา ไม่มีอะไรที่ดีกว่าเขาเลย เพราะต่างฝ่ายต่างถูกไฟแห่งโทสะครอบงำ ใจที่โกรธตอบจึงไม่ใช่ใจที่มีปัญญา แต่เป็นใจที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความหลง
ผู้ที่ไม่โกรธตอบย่อมมีจิตใจที่มั่นคงและสงบเย็น เขามีขันติ คือความอดทน มีเมตตา คือความอ่อนโยนต่อผู้อื่น และมีปัญญาที่รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง การที่สามารถข่มความโกรธไว้ได้ ย่อมแสดงถึงความเข้มแข็งของจิตใจ และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความประเสริฐของคนผู้นั้น
ผู้ที่ไม่ตอบโต้ด้วยความโกรธ ย่อมเป็นผู้ชนะในทางธรรม เพราะสามารถชนะอารมณ์ของตนเองได้ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ต่อความโกรธที่เผาใจอยู่ การให้อภัยแทนการตอบโต้ คือหนทางแห่งสันติที่แท้จริง ซึ่งจะทำให้ใจสงบและไม่สร้างเวรกรรมใหม่เพิ่มขึ้น
การโต้ตอบด้วยอารมณ์ย่อมเพิ่มไฟแห่งความทุกข์ให้ลุกลาม แต่การสงบใจ ไม่กล่าวคำรุนแรง และให้อภัย จะดับไฟนั้นได้โดยไม่ต้องใช้กำลังหรือถ้อยคำรุนแรงใด ๆ
ดังนั้น เมื่อมีผู้โกรธเรา อย่าไปตอแยหรือโกรธตอบ แต่จงรักษาใจให้เย็น มองเห็นโทษของความโกรธ และใช้ความสงบ เมตตา และขันติเป็นเกราะคุ้มกันตนเอง ผู้ที่สามารถควบคุมความโกรธได้ คือผู้ที่สูงกว่าผู้โกรธ และถือเป็นผู้มีชัยชนะอย่างแท้จริง เพราะชนะด้วยธรรม มิใช่ชนะด้วยอารมณ์.
