ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ สติ เตสํ นิวารณํ โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร.

ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ     สติ เตสํ นิวารณํ
โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ     ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร.

[คำอ่าน]

ยา-นิ, โส-ตา-นิ, โล-กัด-สะ-หมิง     สะ-ติ, เต-สัง, นิ-วา-ระ-นัง
โส-ตา-นัง, สัง-วะ-รัง, พรู-มิ     ปัน-ยา-เย-เต, ปิ-ถิย-ยะ-เร

[คำแปล]

“กระแสเหล่าใดมีอยู่ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เรากล่าวว่า สติเป็นเครื่องกั้นกระแส กระแสเหล่านั้นอันบุคคลปิดกั้นได้ด้วยปัญญา.”

(พุทฺธ) ขุ.สุ. 25/530, ขุ.จู. 30/16,20.

คำว่า “กระแส” หมายถึง กระแสแห่งกรรมอันเป็นบาปทั้งหลาย หรือสาเหตุที่ทำให้บุคคลกระทำบาป

บุคคลทั้งหลายในโลกนี้กระทำบาปก็เพราะกิเลสตัณหาเป็นตัวการบงการจิตใจให้กระทำ หากไม่มีกิเลสตัณหาคอยบงการแล้ว บุคคลย่อมไม่กระทำกรรมอันเป็นบาปทั้งหลาย

สติ คือความระลึกได้ หมายถึง ความระลึกได้ว่าตนกำลังทำอะไร สิ่งนั้นเป็นบาปหรือเป็นบุญ รู้เท่าทันการกระทำของตนเอง หรือที่เรียกว่า รู้เท่าทันอารมณ์อันเป็นปัจจุบัน การที่บุคคลรู้เท่าทันอารมณ์ปัจจุบัน ทำให้รู้เท่าทันการกระทำของตนเอง มีความสามารถในการใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์การกระทำของตนที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้นว่าเป็นบาปหรือเป็นบุญ และสามารถยับยั้งได้หากพิจารณาเห็นว่ากรรมนั้นเป็นบาป เมื่อมีสติรู้เท่าทันและมีปัญญาพิจารณายับยั้งไว้ไม่กระทำต่อไป บาปย่อมไม่มีโอกาสเกิดขึ้น ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า สติเป็นเครื่องกั้นกระแสแห่งบาปทั้งหลาย

สติและปัญญานี้เป็นของคู่กัน คือเมื่อมีสติรู้เท่าทันการกระทำของตนแล้ว ต้องใช้ปัญญาพิจารณาการกระทำนั้นให้เห็นว่าเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เป็นบาปหรือเป็นบุญ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นบุญก็พึงทำต่อไป เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นบาป ก็พึงระงับการกระทำนั้นเสีย.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.