อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ.
“ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้สิ่งที่เลิศอีก”
(องฺ.ปญฺจก. 22/56)
คำว่า “สิ่งที่เลิศ” ในที่นี้ ไม่ได้จำกัดความเพียงแค่ของราคาแพง หรือของแบรนด์เนมหายาก แต่หมายถึงวัตถุทานที่ “ประณีต” เหมาะสม และดีที่สุดเท่าที่กำลังของเราจะพึงหาได้ในขณะนั้น การให้ของที่เลิศคือการคัดสรรสิ่งที่ดี ไม่ใช่การให้ของเหลือเดน หรือของที่ใกล้เสีย การตั้งใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อผู้อื่น สะท้อนถึงความเคารพทั้งต่อตัวผู้ให้และผู้รับ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสบุญที่มีพลังมหาศาล
การจะได้รับสิ่งที่เลิศตอบแทน ต้องเริ่มจาก “วัตถุทาน” ที่เลิศเสียก่อน คำว่าเลิศในที่นี้กินความหมายถึงความสะอาด และที่มาที่ไปที่บริสุทธิ์ ของที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง ไม่ได้เบียดเบียนใคร หรือไม่ใช่ได้มาจากการทุจริต ย่อมจัดเป็นของเลิศ แม้จะเป็นเพียงข้าวมื้อธรรมดาหรือน้ำเพียงแก้วเดียว แต่หากจัดเตรียมด้วยความใส่ใจ พิถีพิถัน สิ่งนั้นย่อมมีค่ามากกว่าเพชรพลอยที่ได้มาโดยมิชอบ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณภาพของวัตถุจึงสำคัญกว่ามูลค่า
นอกจากของที่ให้แล้ว “เจตนา” ของผู้ให้ต้องเป็นเลิศด้วย คือให้ด้วยใจที่เปี่ยมเมตตา ปรารถนาให้ผู้รับมีความสุขอย่างแท้จริง ไม่ได้ให้เพื่อหวังผลตอบแทนทางโลก หรือให้แบบเสียไม่ได้ จิตใจที่ผ่องใสทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ จะเป็นตัวคูณกำลังบุญให้ทวีคูณ ส่งผลให้ผลลัพธ์ที่จะสะท้อนกลับมานั้นเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจอย่างยิ่ง
พุทธศาสนาเปรียบการทำทานเหมือนการทำนา การหว่านเมล็ดพันธุ์ (ของที่เลิศ) ลงในนาดี ย่อมได้ผลผลิตงอกงามกว่านาที่แห้งแล้ง ดังนั้น การเลือกให้แก่ผู้ที่มีศีล มีคุณธรรม หรือผู้ที่ทำประโยชน์แก่สังคม (เช่น บิดามารดา ครูอาจารย์ หรือพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี) จึงเปรียบเสมือนการหว่านพืชลงในดินที่อุดมสมบูรณ์ ย่อมส่งผลให้ “สิ่งที่ได้กลับมา” นั้นบริบูรณ์และรวดเร็ว
ในทางจิตวิทยา การให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ผู้อื่นเป็นการยกระดับ Self-Esteem หรือความเคารพในตนเอง ผู้ให้จะรู้สึกว่าตนเองมั่งคั่งและมีคุณค่า ความรู้สึกอิ่มเอิบใจนี้คือผลตอบแทนขั้นต้นที่ได้รับทันที (Instant Reward) ความสุขชนิดนี้เป็นความสุขที่ประณีต ซึ่งเงินซื้อไม่ได้ และความรู้สึกดีๆ เหล่านี้จะดึงดูดสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้คนที่ดี และโอกาสที่ดีเข้ามาในชีวิตตามกฎแรงดึงดูด (Law of Attraction)
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรับรองไว้ว่า ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของผู้คน และย่อมเข้าถึงฐานะอันเลิศ ผลบุญจะส่งผลให้ผู้ทำได้รับอานิสงส์ 5 ประการ ได้แก่ อายุ (ความยั่งยืน), วรรณะ (ผิวพรรณผ่องใสและชื่อเสียงเกียรติยศ), สุขะ (ความสบายกายสบายใจ), พละ (กำลังกายและกำลังใจ) และปฏิภาณ (ความเฉลียวฉลาดรู้เท่าทันปัญหา) ซึ่งล้วนเป็น “สิ่งที่เลิศ” ที่มนุษย์ทุกคนปรารถนา
หลักการ “ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้สิ่งที่เลิศอีก” สามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานได้เป็นอย่างดี หากเราส่งมอบงานที่มีคุณภาพเลิศ ให้บริการลูกค้าด้วยใจที่เลิศ หรือดูแลลูกน้องด้วยความเมตตาที่เลิศ สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือความไว้วางใจ การเลื่อนตำแหน่ง ผลกำไร และความภักดี สิ่งเหล่านี้คือ “ผลลัพธ์ที่เลิศ” ในทางโลกที่สอดคล้องกับหลักธรรม
มุมมองที่ลึกซึ้งที่สุดของภาษิตนี้คือการมองการณ์ไกลข้ามภพชาติ สิ่งของทางโลกเมื่อเราตายไปก็เอาไปไม่ได้ แต่ “อุปนิสัยแห่งการเป็นผู้ให้” และ “กระแสบุญ” จากการให้ของเลิศ จะติดตามเราไป ส่งผลให้การเกิดในภพหน้าของเราอุดมสมบูรณ์ ไม่ขัดสน ไม่ตกระกำลำบาก เกิดในตระกูลที่สูงส่ง และแวดล้อมด้วยบริวารที่ดี นี่คือการลงทุนระยะยาวที่ไม่มีความเสี่ยง
สรุปแล้ว สุภาษิตที่ว่า “อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ” นี้ คือเครื่องเตือนใจให้เราละความตระหนี่ และหันมาใส่ใจกับ “คุณภาพของสิ่งที่ให้” มากกว่าปริมาณ ไม่ว่าจะมีทรัพย์มากหรือน้อย เราก็สามารถเป็นผู้ให้สิ่งที่เลิศได้ เพียงแค่เริ่มจากใจที่ประณีต เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมอบให้ด้วยความเคารพ เพียงเท่านี้ เราก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้สิ่งที่เลิศ และผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมจะปรากฏแก่เราอย่างแน่นอน.
