ททโต ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ.
“เมื่อให้ บุญก็เพิ่มขึ้น”
(ที.มหา. 10/159, ขุ.อุ. 25/215)
ในทางคณิตศาสตร์ หากเรามีเงิน 100 บาท แล้วให้คนอื่นไป 50 บาท เงินในกระเป๋าเราย่อมลดลงเหลือ 50 บาท แต่ในทางธรรมนั้นมีสมการที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “ททโต ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ” แปลว่า “เมื่อให้ บุญก็เพิ่มขึ้น” สุภาษิตนี้ยืนยันสัจธรรมที่ว่า การให้หรือการแบ่งปัน ไม่ใช่การทำให้เราขาดทุนหรือลดน้อยถอยลง แต่กลับเป็นการ “เพิ่มพูน” ทรัพย์สินทางจิตวิญญาณที่เรียกว่า “บุญ” ให้งอกงามยิ่งขึ้น
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมบุญถึงเพิ่มขึ้น เราต้องเข้าใจนิยามของ “บุญ” เสียก่อน บุญคือเครื่องชำระล้างจิตใจให้สะอาด บริสุทธิ์ และผ่องใส เมื่อเกิดการกระทำคือ “การให้” (ทาน) สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือการสละออกซึ่งความตระหนี่ (ความงก) ความโลภ และความยึดติดในวัตถุ ทันทีที่กิเลสเหล่านี้ถูกขัดเกลาออกไป จิตใจจะสว่างไสวขึ้น ความรู้สึกอิ่มเอิบใจนี้เองคือ “ตัวบุญ” ที่เกิดขึ้นใหม่และเพิ่มปริมาณขึ้นทุกครั้งที่เราเป็นผู้ให้
ความหมายของประโยคที่ว่า “เมื่อให้ บุญก็เพิ่มขึ้น” นั้น นัยสำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่อง การให้บ่อยๆ เปรียบเสมือนการออกกำลังกายให้จิตใจ ยิ่งทำบ่อย กล้ามเนื้อแห่งความดีก็ยิ่งแข็งแรง การให้ทานเล็กๆ น้อยๆ แต่ทำด้วยความตั้งใจจริงอย่างสม่ำเสมอ เช่น การหยอดกระปุกทำบุญวันละบาท การแบ่งขนมให้เพื่อนร่วมงาน หรือการใส่บาตรในทุก ๆ เช้า ย่อมสร้างกระแสบุญที่ต่อเนื่องและหนาแน่นกว่าการทำบุญใหญ่เพียงครั้งเดียวแต่ทำด้วยใจที่ขุ่นมัว ดังนั้น ยิ่งให้บ่อย บุญก็ยิ่งสะสมเพิ่มพูนทวีคูณ
ทุกครั้งที่เราตัดสินใจ “ให้” นั่นหมายถึงว่า เรากำลังทำสงครามภายในจิตใจ ระหว่าง “ความอยากเก็บ” กับ “ความอยากให้” วินาทีที่เราตัดใจสละสิ่งของออกไปเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น คือวินาทีแห่งชัยชนะ ชัยชนะเหนือความเห็นแก่ตัวนี้เองที่เป็นบ่อเกิดของบุญ ยิ่งเราชนะใจตัวเองได้บ่อยเท่าไหร่ จิตใจก็จะยิ่งยกสูงขึ้น ทำให้เรากลายเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวาง และความสุขจากการเป็นผู้ให้ก็จะเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ
กฎแห่งการสะท้อนกลับทำงานอย่างเที่ยงตรง เมื่อเรามอบสิ่งของ ความช่วยเหลือ หรือความรู้ให้ผู้อื่น แล้วเห็นผู้รับมีความสุข พ้นจากความทุกข์ หรือมีรอยยิ้ม ภาพความสุขเหล่านั้นจะสะท้อนกลับเข้ามาประทับอยู่ในใจของผู้ให้ กลายเป็นความปีติ ความปีตินี้เป็นอาหารใจชั้นเลิศที่หล่อเลี้ยงให้จิตใจของเรา ยิ่งเราสร้างความสุขให้ผู้อื่นมากเท่าไหร่ ความสุขนั้นก็ยิ่งย้อนกลับมาเติมเต็มถังบุญของเราให้เต็มเปี่ยมมากเท่านั้น
คำว่า “ให้” ในที่นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทรัพย์สินเงินทอง (อามิสทาน) ซึ่งหลายคนอาจกังวลว่าตนมีทุนทรัพย์น้อย ไม่สามารถให้ได้เต็มที่ หรือไม่สามารถให้ได้บ่อย ๆ แต่พุทธศาสนาเปิดกว้างให้เราสร้างบุญเพิ่มได้ด้วย ธรรมทาน (การให้ความรู้ ข้อคิด) และ อภัยทาน (การให้อภัย ไม่จองเวร) การให้อภัยนับเป็นทานขั้นสูงที่ทำได้ยากแต่ได้บุญมาก เพราะเป็นการปลดล็อกความโกรธเกลียดออกจากใจ ยิ่งให้อภัยได้มาก ใจก็ยิ่งเบา และบุญกุศลก็ยิ่งเพิ่มพูนอย่างมหาศาล
ในมุมมองวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีงานวิจัยรองรับว่าการให้กระตุ้นการหลั่งสารเคมีในสมอง เช่น โดปามีน, เซโรโทนิน และออกซิโทซิน ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “Helper’s High” สารเหล่านี้ทำให้เกิดความสุข ลดความเครียด และสร้างความผูกพันทางสังคม สภาวะทางชีวภาพที่ดีขึ้นนี้ สอดคล้องกับสภาวะทางธรรมที่ว่า “บุญเพิ่มขึ้น” เพราะจิตที่เบิกบานย่อมส่งผลให้กายเบา ใจเบา และมีสุขภาพจิตที่ดี
ทรัพย์ภายนอกเมื่อใช้ไปย่อมหมดไป แต่บุญเป็น “อริยทรัพย์” ที่ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม และโจรก็ขโมยไม่ได้ การสั่งสมบุญผ่านการให้เปรียบเสมือนการฝากธนาคารข้ามภพชาติ เมื่อเราให้ในชาตินี้ ผลแห่งการให้จะจัดสรรให้เราเป็นผู้ที่ไม่ขัดสนในอนาคต เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา สิ่งนี้ยืนยันว่าการให้นั้นไม่มีคำว่าสูญเปล่า มีแต่คำว่า “เพิ่ม” ทั้งในแง่ความสุขในปัจจุบันและหลักประกันในอนาคต
เมื่อคนหนึ่งเริ่มให้และบุญในใจเขาเพิ่มขึ้น พลังงานเชิงบวกนี้มักจะส่งต่อถึงคนรอบข้าง สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นอยากทำตาม สังคมที่มีการแบ่งปันคือสังคมที่อุดมไปด้วยบุญ การให้ของเราเพียงคนเดียวจึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของคลื่นแห่งความดีที่ขยายวงกว้างออกไป ทำให้บุญกุศลไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะในใจเรา แต่เพิ่มขึ้นในภาพรวมของสังคมด้วย
สรุป พุทธสุภาษิต “ททโต ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ” สอนให้เรารู้ว่า การให้คือกุญแจสำคัญในการไขประตูสู่ความมั่งคั่งทางจิตวิญญาณ ไม่ต้องรอให้รวยล้นฟ้าถึงจะเริ่มให้ แต่จงเริ่มให้จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามี ยิ่งให้บ่อย ใจยิ่งกว้าง ยิ่งให้มาก ความตระหนี่ยิ่งลดลง และสุดท้าย สิ่งที่จะเพิ่มพูนขึ้นมาแทนที่คือความสุขและความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งคือเนื้อแท้ของคำว่า “บุญ” นั่นเอง.
