นตฺถิ จิตฺเต ปสนฺนมฺหิ อปฺปกา นาม ทกฺขิณา.
“เมื่อจิตเลื่อมใสแล้ว ทักษิณาทานชื่อว่าน้อย ย่อมไม่มี”
(ขุ.วิมาน. 26/82)
คำว่า “จิตเลื่อมใส” หมายถึง จิตใจที่มีความศรัทธา เชื่อมั่น และเคารพอย่างจริงใจในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมทั้งศรัทธาในพระสงฆ์สาวกของพระองค์ ผู้เป็นอริยสาวกหรือผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ความเลื่อมใสนี้มิใช่ความเชื่อที่ปราศจากเหตุผล แต่เป็นความเชื่อที่เกิดจากปัญญาและความเข้าใจในธรรมอย่างแท้จริง
ผู้ที่มีจิตเลื่อมใสมักมีใจอ่อนโยนและพร้อมจะทำความดี โดยเฉพาะการบำเพ็ญทาน เพราะความศรัทธาทำให้จิตใจบริสุทธิ์ ปราศจากความลังเลหรือความสงสัย เมื่อจิตบริสุทธิ์ การให้ทานย่อมบริสุทธิ์ไปด้วย และการให้ที่เกิดจากจิตศรัทธานั้น ย่อมมีผลบุญมากกว่าการให้ด้วยความจำใจหรือเพื่อหวังผลตอบแทน
เมื่อทายกหรือผู้บำเพ็ญบุญมีจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาเลื่อมใส การถวายทานแก่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าย่อมกลายเป็นทานที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ ถึงแม้ทักษิณาทานที่ถวายจะมีมูลค่าไม่มากก็ตาม เพราะคุณค่าของการให้ไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ให้เป็นสำคัญ
ในทางตรงกันข้าม หากผู้ให้ไม่มีศรัทธาในใจ แม้จะถวายของมีค่ามากมาย การให้เช่นนั้นก็มีผลน้อย เพราะจิตใจไม่บริสุทธิ์ ไม่มีความยินดีในการให้
ศรัทธาจึงเป็นหัวใจสำคัญของการให้ทาน เป็นพลังภายในที่ทำให้การให้มีอานิสงส์มาก ศรัทธาทำให้จิตยินดีในการให้ ไม่รู้สึกเสียดายหรือหวังผลตอบแทน ผู้ให้ด้วยศรัทธาจึงให้ด้วยความสุข ความสบายใจ และความมั่นคงในเจตนาดีของตนเอง
ผู้ที่ถวายทานด้วยจิตศรัทธา ย่อมมีจิตแช่มชื่น มีความสุขที่ได้ทำความดี ไม่ว่าทานนั้นจะมากหรือน้อยก็ตาม ความแช่มชื่นในใจนี้เองที่เป็นตัวขยายผลบุญให้เพิ่มพูน เพราะบุญย่อมเกิดจากเจตนาที่บริสุทธิ์ การให้ที่เต็มไปด้วยศรัทธาจึงเป็นทานอันสูงส่งกว่าการให้ทั่วไป
ในพระพุทธศาสนาได้กล่าวไว้ว่า ศรัทธาเป็นรากเหง้าของกุศลธรรมทั้งปวง เพราะเมื่อมีศรัทธาแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเพียร ความตั้งใจ และความอดทนในการทำความดี ศรัทธาจึงเป็นแรงผลักดันให้บุคคลดำเนินไปในทางธรรม และเป็นเครื่องประดับจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมทุกระดับ
ดังนั้น ผู้มีปัญญาควรฝึกตนให้มีจิตเลื่อมใสอย่างมั่นคงในพระรัตนตรัย เมื่อศรัทธามีมาก การให้ทานย่อมเกิดผลมากตามไปด้วย.
