ทานญฺจ ยุทฺธญฺจ สมานมาหุ “ท่านว่าทานและการรบเสมอกัน”

ทานญฺจ ยุทฺธญฺจ สมานมาหุ.

“ท่านว่าทานและการรบเสมอกัน”

“Giving and battling are said to be equal.”

(สํ.ส. 15/29, ขุ.ชา.อฏฺฐก. 27/249)

ในโลกของความเป็นจริง “การรบ” มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของความรุนแรง การสูญเสีย และการแย่งชิง ในขณะที่ “การให้” คือการสละออก เกิดจากความเมตตา ดูเหมือนสองสิ่งนี้จะอยู่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในทางพุทธศาสนา มีพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งว่า “ทานญฺจ ยุทฺธญฺจ สมานมาหุ” (ท่านว่าทานและการรบเสมอกัน) สุภาษิตนี้แฝงนัยยะที่ลึกซึ้งทางจิตวิทยาและจิตวิญญาณ ซึ่งชวนให้เราตั้งคำถามว่า อะไรคือจุดเชื่อมโยงระหว่างการจับดาบออกศึกกับการยื่นมือออกไปเพื่อแบ่งปัน

จุดร่วมแรกที่ทำให้ทานกับการรบเสมอกันคือ “ศัตรู” ในสมรภูมิรบ นักรบต้องเผชิญหน้ากับข้าศึกที่มีอาวุธครบมือ แต่ในสมรภูมิแห่งการให้ ผู้ให้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจที่ซ่อนอยู่ในใจตนเอง นั่นคือ “ความตระหนี่” (มัจฉริยะ) ความหวงแหนทรัพย์สิน ความกลัวว่าจะหมดไป และความยึดติดว่า “นี่ของกู” คือศัตรูที่ร้ายกาจยิ่งกว่ากองทัพใดๆ เพราะมันคอยขัดขวางไม่ให้เราทำความดี การจะให้ทานได้แต่ละครั้ง จึงเป็นการประกาศสงครามกับกิเลสในใจตนเอง

แม่ทัพผู้เกรียงไกรต้องใช้ความกล้าหาญในการนำทัพเข้าสู่ดงศัตรูฉันใด ผู้ที่จะบริจาคทานก็ต้องใช้ความกล้าหาญฉันนั้น คนขลาดเขลาย่อมไม่กล้าออกรบ และคนขี้เหนียวก็ย่อมไม่กล้าให้ทาน เพราะความกลัวเข้าครอบงำ คือ กลัวจน, กลัวลำบาก, กลัวเสียเปรียบ การที่ใครสักคนจะควักกระเป๋าหรือสละทรัพย์หรือสิ่งของใด ๆ ให้ผู้อื่นได้ จำเป็นต้องมี “ความกล้า” อยู่ในหัวใจ กล้าตัดสินใจเด็ดขาดเพื่อฟันฝ่าความเสียดายนั้นออกไป

การรบที่ดีไม่ใช่การวิ่งเข้าใส่ข้าศึกอย่างบ้าบิ่น แต่ต้องดูทิศทางลม ชัยภูมิ และกำลังข้าศึก การให้ทานที่มีผลมากก็เช่นกัน พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ “วิจัยยทาน” คือการเลือกให้ในที่ที่ควรให้ ให้แก่ผู้ที่เหมาะสม (เช่น ผู้มีศีล หรือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ) เพื่อให้ทานนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด เปรียบเสมือนแม่ทัพที่เลือกโจมตีจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดเพื่อให้ได้รับชัยชนะอย่างงดงาม

ผลลัพธ์ของการรบคือชัยชนะเหนือดินแดนหรือศัตรู ส่วนผลลัพธ์ของการให้คือชัยชนะเหนือ “ความโลภ” เมื่อเราให้ทานสำเร็จ เท่ากับเราได้ฆ่าความตระหนี่ให้ตายไปจากใจชั่วขณะหนึ่ง ชัยชนะนี้แม้ไม่มีใครเห็น แต่เป็นชัยชนะที่นำมาซึ่งความปลาบปลื้มใจ ความอิ่มเอิบ และความเบาใจ เป็นอิสระจากพันธนาการแห่งวัตถุ เฉกเช่นนักรบที่รู้สึกภาคภูมิเมื่อกู้ชาติได้สำเร็จ

ในสนามรบ ทหารยอมสละชีพเพื่อรักษาเกียรติยศและแผ่นดิน ในสนามแห่งการให้ ทานบดียอมสละทรัพย์เพื่อรักษาธรรมะและคุณงามความดี การที่เรากล้าสละทรัพย์ของตนเพื่อจุนเจือผู้อื่น คือการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นเหนือวัตถุธาตุ เป็นการพิสูจน์ว่าจิตใจของเราเป็นนายของวัตถุ ไม่ใช่วัตถุเป็นนายของจิตใจ การฝึกฝนเช่นนี้บ่อยๆ จะทำให้จิตใจเข้มแข็งเหมือนเหล็กกล้าที่ผ่านการตีมาอย่างดี

นักรบผู้กล้าหาญย่อมได้รับการสรรเสริญแซ่ซ้องสาธุการจากมหาชน มีชื่อเสียงขจรขจายไปไกล ผู้ให้ทานก็ย่อมได้รับเกียรติยศเช่นเดียวกัน กลิ่นหอมของศีลและทานย่อมฟุ้งทวนลมไปไกลกว่ากลิ่นดอกไม้ ผู้ที่มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา ไปที่ไหนก็มีแต่คนต้อนรับ เปรียบเสมือนวีรบุรุษผู้พิชิตใจคนทั้งโลกด้วยมือเปล่าที่เต็มไปด้วยการให้

เราไม่จำเป็นต้องรอให้รวยล้นฟ้าจึงจะเริ่ม “รบ” กับความตระหนี่ได้ ในชีวิตประจำวัน เราสามารถฝึกเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ในการให้ได้ทันที เริ่มจากสิ่งเล็กๆ เช่น การให้รอยยิ้ม การให้อภัยเพื่อนร่วมงาน การแบ่งปันที่นั่งบนรถสาธารณะ หรือการหยอดตู้บริจาคด้วยเงินเล็กๆ น้อยๆ การฝึกชนะใจตัวเองในเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ จะเป็นการสะสมแต้มชัยชนะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับศึกใหญ่ คือการสละความยึดติดในตัวตนในอนาคต

ในระดับสูงสุด การให้ทานไม่ใช่เพียงเพื่อความสุขทางโลก แต่เป็นฐานรากสำคัญของ “ทานบารมี” ที่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ต้องบำเพ็ญ การรบกับความตระหนี่อย่างต่อเนื่อง จะขัดเกลาจิตใจให้ละเอียดอ่อน พร้อมสำหรับการรองรับธรรมะขั้นสูงขึ้นไป หากปราศจากพื้นฐานของการสละออกแล้ว การจะปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ย่อมเป็นเรื่องยาก

ดังนั้น พุทธศาสนสุภาษิตนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้เราไม่ประมาทในการทำความดี ทุกครั้งที่เรารู้สึกเสียดาย รู้สึกไม่อยากให้ ให้ระลึกไว้เสมอว่า นั่นคือสัญญาณเตือนภัยว่าข้าศึก (ความตระหนี่) กำลังบุกประชิดประตูเมืองคือใจของเราแล้ว ขอให้เราปลุกวิญญาณนักรบ ชักดาบแห่งปัญญาออกมาฟาดฟันความหวงแหนนั้น แล้วเปลี่ยนโลกิยทรัพย์เป็นอริยทรัพย์ เพื่อชัยชนะที่แท้จริงและยั่งยืนตลอดไป.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.