ขนฺติ ตโป ตปสฺสิโน.
“ความอดทน เป็นตบะของผู้พากเพียร”
(ส.ม.)
ขันติ แปลว่า ความอดทน หมายถึง อาการของจิตใจที่ไม่หวั่นไหว ไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจของอารมณ์หรือกิเลสต่าง ๆ เมื่อความโกรธ ความโลภ หรือความหลงเกิดขึ้น ขันติย่อมทำให้เราสามารถตั้งมั่น อดกลั้น และไม่ยอมให้กิเลสเหล่านั้นครอบงำบงการการกระทำของเราได้
ความอดทนที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงเพียงการทนต่อสิ่งภายนอก เช่น ความร้อน ความหนาว หรือความลำบากเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทนต่อแรงกดดันทางใจจากกิเลสที่คอยบีบคั้นอยู่ภายในด้วย หากใจเรามีขันติ ก็จะสามารถยับยั้งไม่ให้กิเลสเหล่านั้นผลักดันให้ทำสิ่งที่ผิดพลาดหรือเป็นอกุศลได้
ส่วนคำว่า ตบะ หมายถึง ความเพียรที่เป็นเครื่องเผาผลาญกิเลส ผู้ที่ปรารถนาจะดับทุกข์และเข้าถึงความสงบ ต้องอาศัยตบะเป็นหลักในการปฏิบัติ เพื่อทำลายกิเลสทั้งหลายให้มอดไหม้ ไม่เปิดโอกาสให้มันเข้ามาครอบงำหรือควบคุมจิตใจ
ตบะธรรมจึงเป็นหัวใจของผู้ปฏิบัติธรรม เพราะการก้าวพ้นจากทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดความเพียร ความเพียรที่ตั้งมั่นจะทำหน้าที่เปรียบเหมือนไฟที่คอยเผาผลาญกิเลส ไม่ว่าจะเป็นความยึดมั่นถือมั่น ความทะยานอยาก หรืออารมณ์ที่เศร้าหมองทั้งหลาย
ผู้พากเพียร หมายถึงผู้ที่ตั้งใจจริง มีความเพียรพยายามกำจัดกิเลสออกจากจิตใจของตนเอง บุคคลเช่นนี้คือผู้แสวงหาหนทางดับทุกข์ เช่น พระภิกษุผู้บำเพ็ญสมณธรรม ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอย่างจริงจังเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์
ขันติหรือความอดทนนี้เอง นับว่าเป็นตบะธรรมอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อกิเลสเกิดขึ้น หากผู้ปฏิบัติมีขันติ ก็จะสามารถทนต่ออำนาจของมัน ไม่ปล่อยให้ความโกรธหรือความโลภครอบงำจิตใจ แม้กิเลสจะกดดัน แต่ขันติสามารถยับยั้งไม่ให้มันลุกลามไปสู่การกระทำทางกาย วาจา หรือใจได้
ด้วยเหตุนี้ ขันติจึงเป็นเสมือนปราการด่านแรกในการต่อสู้กับกิเลส ทำหน้าที่ข่มกิเลสไว้ก่อน แล้วเมื่อใจสงบลง จึงค่อยใช้ธรรมข้ออื่นที่เป็นปฏิปักษ์ เช่น เมตตาแก้ความโกรธ ปัญญาแก้ความหลง หรือสติแก้ความฟุ้งซ่าน เพื่อกำจัดกิเลสนั้นให้สิ้นไป
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าขันติเป็นตบะธรรมที่ทรงพลัง ผู้ที่มีขันติย่อมสามารถป้องกันไม่ให้กิเลสครอบงำจิตใจได้ และด้วยความเพียรอันต่อเนื่อง กิเลสก็จะค่อย ๆ ถูกเผาผลาญไป จนในที่สุดนำไปสู่การหลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง.
