ขนฺติ หิตสุขาวหา.
“ความอดทน นำมาซึ่งประโยชน์สุข”
(ส.ม.)
ความอดทน คือ ความสามารถในการตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวทั้งทางกายและทางใจ แม้เมื่อเผชิญกับสภาวะที่ไม่น่าพอใจต่าง ๆ ความอดทนนี้เป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้มนุษย์สามารถก้าวผ่านอุปสรรคและความยากลำบากได้ โดยไม่ถูกครอบงำด้วยความท้อแท้หรืออารมณ์ด้านลบ
สภาพที่ไม่น่าพอใจที่คนเราต้องประสบมีอยู่ 4 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เช่น ความหนาว ความร้อน แดด ฝน, ความเหนื่อยยากตรากตรำจากการทำงาน, ทุกขเวทนาทางกายและใจ และความเจ็บใจจากสิ่งที่มากระทบอารมณ์ หากเราไร้ขันติย่อมหวั่นไหวง่าย แต่ถ้าเรามีขันติ ก็จะสามารถทนทานต่อสิ่งเหล่านี้ได้
ผู้ที่มีความอดทนต่อความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ย่อมไม่ย่อท้อต่อแดดแรง ฝนตก หรืออากาศหนาวเย็น เพราะเข้าใจว่านี่คือธรรมดาของโลก เมื่อไม่หวั่นไหวต่อความแปรปรวนภายนอก ใจก็ยังคงสงบและมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนต่อไปได้อย่างเต็มที่
ในด้านของการทำงาน ความเหนื่อยยากลำบากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผู้ที่มีความอดทนย่อมไม่หวั่นไหวหรือย่อท้อต่อความลำบากนั้น กลับสามารถใช้ความเพียรพยายามก้าวข้ามปัญหาและความยากลำบาก เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงและเกิดผลดีตามเป้าหมายได้
ทุกขเวทนา ทั้งความเจ็บปวดทางกายและความทุกข์ใจ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบเจอ แต่หากมีขันติ เราจะสามารถทนได้ ไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดมาทำให้ใจเราท้อแท้หรือหยุดความเพียรพยายาม ขันติจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวผ่านทุกขเวทนาได้อย่างมั่นคง
นอกจากนั้น ความอดทนต่อความเจ็บใจเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวัน เพราะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นย่อมมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง หากใจเราขาดขันติ ก็อาจเผลอไปโต้ตอบด้วยอารมณ์ แต่ถ้ามีขันติ เราจะสามารถอดกลั้นไว้ได้ ทำให้ความสัมพันธ์ยังคงดีและไม่เกิดเหตุร้ายแรง
นอกเหนือจากประโยชน์ทางโลกแล้ว ขันติยังเป็นปราการด่านแรกในการป้องกันกิเลส เพราะเมื่อความโลภ ความโกรธ หรือความหลงเกิดขึ้น หากเรามีขันติพอที่จะอดกลั้นไว้ กิเลสก็จะไม่สามารถบงการให้เราทำสิ่งที่ไม่ดีได้ จิตใจจึงไม่ถูกชักนำไปสู่การกระทำที่ผิดศีลธรรม
ดังนั้น ขันติหรือความอดทนจึงไม่เพียงแต่ช่วยให้งานสำเร็จลุล่วงและชีวิตประสบความสุขความเจริญเท่านั้น แต่ยังเป็นคุณธรรมที่ช่วยให้เราปฏิบัติธรรมเพื่อกำจัดกิเลสได้ด้วย ขันติจึงถือเป็นธรรมะที่มีประโยชน์ทั้งในทางโลกและทางธรรมอย่างแท้จริง.
