สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม.
“ความกำหนัดเพราะดำริ เป็นกามของคน”
(สํ.ส. 15/32, องฺ.ฉกฺก. 22/460)
ราคะ คือ ความกำหนัดรักใคร่ในกามคุณทั้ง 5 ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสที่น่าใคร่น่าพอใจ เป็นความต้องการ ความปรารถนาที่อยากได้สิ่งเหล่านี้มาครอบครองหรือใช้บำเรอตนเอง ความรู้สึกเช่นนี้เมื่อเกิดขึ้นในใจ ย่อมนำไปสู่ความยึดติด ความไม่รู้จักพอ และกลายเป็นเหตุให้ใจเราถูกครอบงำด้วยความอยากไม่สิ้นสุด
ราคะย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริ คือความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นในใจ เช่น เมื่อเห็นรูปที่งดงามแล้วคิดว่าน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชม ก็กลายเป็นราคะขึ้นมา หรือเมื่อได้รับสัมผัสที่นุ่มนวลน่าพึงใจ ใจก็คิดปรารถนาอยากได้ซ้ำ อยากได้เพิ่ม ราคะก็ยิ่งก่อตัวขึ้นในจิตใจอย่างไม่รู้ตัว
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า รากฐานของราคะนั้นอยู่ที่ความคิดปรุงแต่งของเราเอง ไม่ใช่ว่าสิ่งภายนอกมีคุณสมบัติให้เกิดราคะ หากแต่เป็นเพราะใจเราไปตีความ ไปชอบใจในสิ่งนั้น ๆ เช่น เห็นรูปที่สวยแล้วอยากครอบครอง อยากมองอยากได้ ได้ยินเสียงไพเราะแล้วอยากฟังบ่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากใจปรุงแต่งทั้งสิ้น
หากเราไม่คล้อยตามความคิดนั้น ไม่ปรุงแต่งไปในทางที่ชอบใจ เมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส หรือได้รับสัมผัสแล้ว พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงว่า สิ่งทั้งหลายมีเกิดมีดับ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเราจริง ๆ ก็จะทำให้ใจค่อย ๆ คลายจากความกำหนัดนั้นได้
ในทางพระพุทธศาสนา การเห็นตามความเป็นจริงคือเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นวิธีการสำคัญที่จะตัดราคะลงได้ เพราะทำให้เราไม่หลงไปยึดถือว่า สิ่งเหล่านั้นจะอยู่กับเราได้ตลอดไป เมื่อเห็นความจริงเช่นนี้ ใจก็จะค่อย ๆ วางเฉย ไม่เร่าร้อนด้วยความอยากอีกต่อไป
ราคะเปรียบได้กับไฟที่เผาผลาญใจผู้คน เมื่อใจเรามีราคะมาก ความสงบสุขก็หายไป เหลือเพียงความกระวนกระวาย ความอยากได้ ความเร่าร้อนอยากจะครอบครองสิ่งนั้น ๆ ดังนั้นการดับราคะเสียได้จึงเป็นการดับไฟกิเลสทำให้ใจกลับมาสงบเย็น
อย่างไรก็ดี การตัดราคะไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่าย ต้องอาศัยการฝึกสติและปัญญาเป็นเครื่องมือ ทุกครั้งที่ราคะเกิดขึ้น ต้องมีสติรู้ทัน ไม่ปล่อยให้ใจปรุงแต่งไปไกล และใช้ปัญญาพิจารณาเห็นความจริงว่า สิ่งนั้นไม่จีรัง ไม่ใช่ของเรา จึงจะสามารถคลายความกำหนัดลงได้
การพิจารณากายเป็นอสุภะ การพิจารณารูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสว่าไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เป็นอุบายสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เพื่อให้เราไม่ติดอยู่ในราคะ เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ใจจะค่อย ๆ เบาบางจากความยึดมั่นถือมั่น และเข้าสู่ความสงบ
ดังนั้น การเข้าใจธรรมชาติของราคะและการฝึกใจให้เห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริง จึงเป็นหนทางที่นำเราไปสู่ความหลุดพ้น เมื่อใจไม่ถูกพันธนาการด้วยความกำหนัด ก็จะได้ลิ้มรสแห่งเสรีภาพและความสุขที่สงบเย็นอย่างแท้จริง อันเป็นสุขที่เหนือกว่าความสุขใด ๆ ในโลก.
