สจิตฺตมนุรกฺขถ.
“จงตามรักษาจิตของตนไว้”
(ขุ.ธ. 25/58)
ธรรมดาของจิตนั้นเป็นสภาพที่อ่อนไหวได้ง่าย ย่อมโอนเอนไปตามอำนาจของกิเลสโดยไม่รู้ตัว กิเลสหลอกให้รักก็รัก กิเลสหลอกให้โลภก็โลภ กิเลสหลอกให้โกรธก็โกรธ กิเลสหลอกให้หลงก็หลง จิตจึงเป็นสิ่งที่ถูกชักนำได้ง่ายหากไร้การฝึกฝน
เพราะเหตุนี้เอง จิตจึงกลายเป็นสนามรบที่กิเลสเข้ามายึดครอง หากปล่อยไว้โดยไม่มีการระวังรักษา ย่อมถูกกิเลสชักนำให้หลงผิดไปเรื่อย ๆ จิตก็จะเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ความทุกข์ และความไม่สงบ
เมื่อเข้าใจธรรมชาติของจิตเช่นนี้แล้ว สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือการตามรักษาจิต คือการปกป้องและคุ้มครองจิตของตนเอง ไม่ให้หวั่นไหวไปตามอำนาจของกิเลส ต้องอาศัยสติและปัญญาเป็นเกราะป้องกันอยู่เสมอ
การคุ้มครองจิตหมายถึง การไม่ปล่อยให้จิตยินดีหรือยินร้ายต่อสิ่งที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ เพราะสิ่งเหล่านี้คือประตูที่กิเลสมักเข้ามาครอบงำจิต หากมีสติรู้เท่าทัน ก็จะไม่ตกเป็นทาสของกิเลส
เมื่อสามารถคุ้มครองจิตได้เช่นนี้แล้ว จิตย่อมตั้งมั่น ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่หวั่นไหวตามอารมณ์ที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจก็ตาม ถือได้ว่าจิตได้รับการรักษาและคุ้มครองอย่างดี
จิตที่ได้รับการคุ้มครองด้วยดี ย่อมปลอดภัยจากกิเลสทั้งหลาย ไม่ถูกความโลภ ความโกรธ และความหลงเข้ามายึดครอง จิตจึงผ่องใสและมีพลังที่จะสร้างแต่กรรมที่ดีงาม อันเป็นรากฐานแห่งความสุขที่แท้จริง
จิตที่ได้รับการคุ้มครองด้วยดี เปรียบเหมือนร่างกายที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค เมื่อฉีดวัคซีนป้องกันไว้แล้ว ร่างกายก็ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ ฉันใด จิตที่ได้รับการคุ้มครองด้วยสติปัญญา ก็ปลอดภัยจากโรคภัยคือกิเลสฉันนั้น
ดังนั้น ผู้ที่หมั่นรักษาคุ้มครองจิตของตนด้วยสติและสัมปชัญญะ ย่อมไม่ถูกกิเลสเข้าครอบงำได้ง่าย จิตจึงสงบเย็นและมั่นคง นำพาชีวิตไปสู่ความสุข ความเจริญ และในที่สุด ก็สามารถพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างแท้จริง.
