สเจ ปุพฺเพกตเหตุ สุขทุกฺขํ นิคจฺฉติ
โปราณกํ กตํ ปาปํ ตเมโส มุญฺจเต อิณํ.ถ้าประสบสุขทุกข์ เพราะบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น.
(โพธิสตฺต) ขุ.ชา.ปญฺญาส. 28/25.
ความสุขและความทุกข์นั้นเป็นของคู่โลก เป็นธรรมประจำโลกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มนุษย์และสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า เมื่อถือกำเนิดมาในโลกนี้แล้ว ย่อมต้องเผชิญทั้งความสุขและความทุกข์ ไม่มีใครที่จะได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดไป ความสุขก็มีวันเสื่อม ความทุกข์ก็มีวันคลาย ทั้งสองสิ่งนี้หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็นธรรมดาของสังสารวัฏ
ความสุข เป็นผลแห่งกรรมดีหรือกุศลกรรมที่เราได้สั่งสมไว้ ทั้งจากภพชาติในอดีตและในปัจจุบัน การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ล้วนเป็นการสร้างบุญที่ก่อให้เกิดผลเป็นความสุข ไม่ว่าจะเป็นสุขทางกายหรือทางใจ บุญเก่าที่เราเคยกระทำไว้จะตามมาอำนวยผลให้ได้รับความสุขสมหวังในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ
ในทำนองเดียวกัน ความสุขที่เกิดจากบุญในปัจจุบันก็สามารถส่งผลได้อย่างรวดเร็ว เช่น เมื่อเราทำความดีช่วยเหลือผู้อื่น เราอาจรู้สึกปีติและอิ่มเอมใจทันที หรือได้รับความเมตตาและการสนับสนุนตอบแทนในเวลาไม่นาน กุศลกรรมจึงเป็นรากฐานที่ทำให้ความสุขเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
ส่วนความทุกข์ เป็นผลแห่งอกุศลกรรมที่เราได้กระทำไว้ ทั้งจากอดีตชาติและปัจจุบัน อกุศลกรรมประกอบด้วย กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต เช่น การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พูดโกหก คิดร้ายต่อผู้อื่น ผลของกรรมเหล่านี้ย่อมย้อนกลับมาเป็นความทุกข์ ทั้งทางกาย เช่น เจ็บป่วย อุบัติเหตุ และทางใจ เช่น ความเครียด ความเศร้า ความหวาดกลัว
ตัวอย่างความทุกข์จากอกุศลกรรมในปัจจุบัน เช่น การทำผิดกฎหมาย ไปปล้นฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่น แล้วถูกจับกุมและรับโทษจำคุก ความทุกข์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากฟ้าดินหรือโชคชะตา แต่เป็นผลจากเหตุที่เราสร้างไว้เอง การทำชั่วย่อมนำทุกข์มาเป็นเงาตามตัว
สิ่งสำคัญที่เราควรทำความเข้าใจก็คือ กรรมเก่าทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วล้วนเป็นตัวกำหนดให้เราประสบสุขหรือทุกข์ในปัจจุบัน ไม่มีใครหนีพ้นผลแห่งกรรมได้ เมื่อเราได้รับความสุขก็เพราะบุญที่เคยทำมา เมื่อเราได้รับความทุกข์ นั่นก็เพราะบาปที่เคยสร้างไว้
เมื่อได้รับความสุขความเจริญ จึงไม่ควรหลงเพลิดเพลินหรือคิดว่ามันจะอยู่ตลอดไป ควรตระหนักว่าความสุขเป็นเพียงโลกธรรมอย่างหนึ่งซึ่งไม่จีรังยั่งยืน มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัย เมื่อบุญที่คอยหนุนเสริมหมดไป ความสุขก็ย่อมเลือนหาย
ความสุขที่เรามีในปัจจุบัน จึงเป็นเพียงผลของบุญเก่าที่กำลังให้ผลในช่วงเวลานั้น เมื่อหมดกำลังของบุญ ความสุขก็สิ้นไป เหมือนน้ำในแม่น้ำที่ไหลตามปริมาณฝน หากฝนหยุดตก น้ำก็ลดลง เช่นเดียวกับบุญ หากเราไม่สร้างเพิ่ม สุขก็จะน้อยลง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรหมั่นสร้างบุญใหม่อยู่เสมอ ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เพื่อสร้างเหตุแห่งความสุขทั้งทางโลกและทางธรรม ความสุขทางโลกได้แก่ความเจริญรุ่งเรือง การอยู่ดีมีสุข ส่วนความสุขทางธรรมคือความสงบจากการดับทุกข์สิ้นเชิงด้วยมรรคผลนิพพาน
ในทางกลับกัน เมื่อประสบความทุกข์ ก็ไม่ควรโทษฟ้าดินหรือผู้อื่น แต่ควรพิจารณาอย่างมีปัญญาว่านี่เป็นผลของอกุศลกรรมที่เราได้กระทำไว้เอง หากทุกข์มากก็เพราะเราสร้างบาปไว้มาก ตราบใดยังใช้หนี้กรรมไม่หมด ผลกรรมก็ยังติดตามอยู่ไม่เลิกรา
การเข้าใจในกฎแห่งกรรมเช่นนี้ จะทำให้เราไม่โกรธแค้นใคร และไม่ท้อแท้เมื่อทุกข์มาเยือน กลับจะเป็นแรงบันดาลใจให้หันมาสร้างกุศลกรรมมากขึ้น เพื่อลดวิบากแห่งบาปเก่า และปูทางสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม
ท้ายที่สุด การขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ กำจัดกิเลสที่ผลักดันให้เราทำความชั่ว และตั้งมั่นอยู่ในสุจริตกรรมทั้งทางกาย วาจา ใจ คือหนทางที่จะเปลี่ยนทุกข์ให้กลายเป็นสุขอย่างยั่งยืน เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอก แต่อยู่ที่ความสงบและความผ่องใสภายในใจเราเอง.
