ตณฺหา ชเนติ ปุริสํ จิตฺตมสฺส วิธาวติ
สตฺโต สํสารมาปาทิ ทุกฺขมสฺส มหพฺภยํ.ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน สัตว์ยังท่องเที่ยวไป จึงมีทุกข์เป็นภัยใหญ่.
(พุทฺธ) สํ.ส. 15/51.
พระพุทธศาสนาสอนให้เราเห็นเหตุแห่งทุกข์และวิธีดับทุกข์อย่างตรงไปตรงมา สุภาษิตนี้กล่าวถึง “ตัณหา” หรือความทะยานอยากที่ยังสัตว์โลกให้เกิด การเกิดเป็นต้นเหตุของความทุกข์ และเมื่อจิตใจถูกตัณหาครอบงำ มันก็จะวิ่งพล่านไม่หยุด สัตว์ทั้งหลายจึงยังต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายอยู่ในวังวนแห่งการเกิดและการตาย และผลสุดท้ายคือมี “ทุกข์เป็นภัยใหญ่” ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
ตัณหา หมายถึง ความอยาก ความกระหาย ความปรารถนาอันแรงกล้า มีทั้งความอยากในกาม (กามตัณหา) ความอยากเป็นหรืออยากได้สถานะสูงขึ้น (ภวตัณหา) และความอยากไม่ให้มีสิ่งที่ตนรังเกียจ (วิภวตัณหา) ตัณหาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความคิดเล็ก ๆ ในใจ แต่เป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ ที่บีบคั้นให้เราวิ่งตามหาสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น
เมื่อความอยากฝังแน่นอยู่ในจิต ก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดกรรมคือการกระทำ กรรมเหล่านั้นผลักดันให้สัตว์โลกต้องกลับมาเกิดใหม่ในภพภูมิต่าง ๆ ตามแรงแห่งตัณหาและกรรมที่สร้างไว้ ดังนั้น การเกิดใหม่ในสังสารวัฏไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ แต่เป็นผลสืบเนื่องจากความอยากที่สะสมไว้ในจิตนั่นเอง
คำว่า “จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน” หมายถึงสภาพของใจที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อถูกตัณหาครอบงำ ใจจะดิ้นรนหาสิ่งที่ปรารถนา หรือหนีจากสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่อาจตั้งมั่นในความสงบได้เลย จิตที่วิ่งพล่านนี้เองทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
เมื่อจิตไม่สงบและยังเต็มไปด้วยตัณหา ก็ต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะแห่งการเกิดและตายเหมือนนักเดินทางที่ไม่เคยถึงปลายทาง เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด สลับไปตามแรงกรรมและความอยาก
ทุกข์ที่กล่าวถึงในสุภาษิตนี้หมายถึงทุกสิ่งที่ไม่เที่ยง ถูกบีบคั้น และไม่อยู่ในอำนาจของเรา การเกิดขึ้นมาเพียงครั้งเดียวก็ต้องเผชิญความแก่ ความเจ็บ และความตาย ซึ่งล้วนเป็นภัยใหญ่ที่ไม่มีใครหนีพ้น
เมื่อเข้าใจว่าทุกข์เป็นภัยใหญ่ เราจะเกิดความสลดสังเวช ไม่หลงมัวเมาในความสุขเล็กน้อยชั่วคราว แต่จะมองเห็นเบื้องหลังว่าทุกสิ่งมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา การเห็นภัยในวัฏฏะเช่นนี้จะทำให้เกิดปัญญาและความเพียรในการหาทางออกจากสังสารวัฏ
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ต้นเหตุของทุกข์คือ “ตัณหา” เมื่อจะดับทุกข์ จึงต้องดับที่เหตุ มิใช่ดับที่ผล การดับตัณหาคือการฝึกจิตด้วยสติ สมาธิ และปัญญา เมื่อจิตมีสติรู้เท่าทันความอยาก ก็จะไม่ถูกมันลากไป เมื่อสมาธิเกิด ใจจะหยุดวิ่งพล่าน และเมื่อปัญญาเกิด จะเห็นความจริงว่าไม่มีสิ่งใดน่ายึดมั่นถือมั่น
เส้นทางแห่งการปฏิบัติเพื่อดับตัณหาและพ้นจากทุกข์ คือมรรคมีองค์ 8 ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เป็นหนทางสายกลางที่ไม่เอนเอียงไปตามความอยาก แต่พาไปสู่ความสงบเย็นและความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง
เป็นอันสรุปว่า ตัณหาคือรากเหง้าของการเกิด จิตที่ถูกตัณหาครอบงำย่อมไม่สงบและวิ่งพล่าน สัตว์โลกจึงต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏโดยมีทุกข์เป็นภัยใหญ่ที่ครอบงำ การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์คือหนทางเดียวที่จะตัดวงจรแห่งตัณหา ทำให้ใจสงบ และก้าวไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง.
