ชยํ เวรํ ปสวติ.
“ผู้ชนะย่อมก่อเวร”
(สํ.ส. 15/122, ขุ.ธ. 25/42)
คำว่า “เวร” หมายถึง การอาฆาต การจองล้างจองผลาญกันไม่รู้จบ เมื่อใดที่มนุษย์เกิดการแข่งขันหรือความชิงดีชิงเด่นกันขึ้น เมื่อนั้นย่อมมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะตามธรรมดา แต่สิ่งที่ตามมาหลังชัยชนะกลับไม่ใช่ความสงบสุข หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อเวร เพราะความรู้สึกแพ้ชนะนั้นมักฝังลึกในใจจนกลายเป็นเชื้อแห่งความพยาบาท
ในยามที่ได้ชัยชนะ ผู้ชนะย่อมรู้สึกภาคภูมิใจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาได้สร้างความเจ็บแค้นให้แก่ผู้แพ้โดยไม่รู้ตัว ผู้แพ้อาจเก็บความอาฆาตไว้ในใจ และเมื่อโอกาสมาถึง ก็พร้อมจะล้างแค้นเพื่อเอาคืนให้สมใจ ผลที่ตามมาคือวงจรแห่งการจองเวรที่ไม่มีวันสิ้นสุด
เมื่อผู้ใดพ่ายแพ้ ความรู้สึกเสียหน้าและความเจ็บช้ำย่อมผลักดันให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะกลับมาทวงคืนชัยชนะในอนาคต เขาอาจพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้กลับมาอยู่เหนือคู่แข่ง และเมื่อวันนั้นมาถึง เวรก็จะหมุนเวียนกลับอีกครั้ง และจะวนซ้ำไปอย่างนี้ไม่รู้จบ
ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะหรือพ่ายแพ้ หากยังคงหมกมุ่นอยู่กับการแก้แค้นหรือการเอาชนะผู้อื่น ทั้งคู่ย่อมตกอยู่ในวังวนแห่งการจองเวร หาความสงบในจิตใจไม่ได้เลย ชีวิตของเขาจึงเต็มไปด้วยความอาฆาต ไม่ต่างจากการจุดไฟเผาตนเองอย่างช้า ๆ
หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสติพิจารณาเห็นโทษของการจองเวร และเลือกที่จะละทิ้งความคิดที่จะเอาคืน เมื่อนั้นเวรจึงเริ่มคลายลง การให้อภัยจึงเป็นหนทางเดียวที่จะดับไฟแห่งความอาฆาตและทำให้ใจกลับมาสงบเย็นได้อีกครั้ง
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “เวรย่อมไม่สามารถระงับได้ด้วยเวร แต่ระงับได้ด้วยความไม่จองเวรเท่านั้น” ซึ่งหมายความว่า หากเราตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว วงจรแห่งเวรย่อมไม่สิ้นสุด แต่หากเรามีเมตตา ให้อภัย และวางใจเป็นกลาง ความชั่วก็จะหมดแรงและดับไปเอง
เมื่อมนุษย์ละทิ้งการแก่งแย่งชิงดี และหันมาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สังคมย่อมเกิดความสงบสุข ความสามัคคีจะเบ่งบานแทนที่ความริษยา การอยู่ร่วมกันด้วยความเมตตาไม่เพียงเป็นการดับเวรส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในระดับหมู่คณะด้วย
ผู้ที่ยังจองเวรอยู่ย่อมเหนื่อยทั้งกายและใจ ไม่สามารถพบความสุขที่แท้จริงได้ การให้อภัยจึงเป็นการปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการของเวรอย่างแท้จริง เพื่อให้ชีวิตได้เดินต่อไปอย่างเบาสบายและสงบเย็น.
