จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา.
“เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง”
(ม.มู. 12/64)
คนที่มีจิตเศร้าหมอง คือคนที่ถูกกิเลสรุมเร้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ หรือความหลง กิเลสเหล่านี้เปรียบเสมือนเงามืดที่บดบังความสว่างของปัญญา ทำให้ใจไม่ผ่องใส เมื่อใจไม่ผ่องใสก็ย่อมมืดบอด มองไม่เห็นทางแห่งความดีงาม
เมื่อความโลภครอบงำ จิตใจก็จะคิดแต่เพียงอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่รู้จักพอ และมักหาวิธีการแสวงหาสิ่งที่ต้องการด้วยหนทางที่ผิดศีลธรรม ความอยากไม่รู้จักพอนี้เอง ที่ทำให้จิตใจไม่สงบ และผลักดันให้เกิดการกระทำที่นำมาซึ่งความทุกข์
เมื่อความโกรธครอบงำ จิตใจก็จะขุ่นมัว เต็มไปด้วยความไม่พอใจในทุกเรื่องราว ความโกรธทำให้คนพูดจาหยาบคาย กระทำการรุนแรง และมองทุกสิ่งรอบตัวในแง่ลบ ความโกรธนี้เหมือนไฟที่เผาผลาญทั้งตัวเองและผู้อื่น
เมื่อความหลงครอบงำ จิตใจก็จะมองผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด ขาดสติในการพิจารณาความจริง ความหลงนี้ทำให้เกิดความคิดอกุศลต่าง ๆ ทำให้คนเราหลงไปสร้างกรรมชั่ว โดยไม่รู้ตัวว่าได้ทำลายทั้งตัวเองด้วยการกระทำที่เป็นบาป
ผู้ที่ปล่อยให้จิตเศร้าหมองเช่นนี้ ย่อมไม่พบความเจริญรุ่งเรือง แม้จะอยู่ในโลกนี้ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ความอับเฉา และความไม่ก้าวหน้า เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว จิตที่เศร้าหมองย่อมไปสู่ทุคติ
ถ้าจิตถูกความโลภครอบงำในขณะที่สิ้นชีวิต หรือถูกความโลภครอบงำอยู่ตลอดเวลา เมื่อตายไปก็ย่อมไปเกิดเป็นเปรต มีสภาพหิวกระหาย ไม่รู้จักอิ่ม เป็นผลตรงตามความอยากที่ไม่สิ้นสุดในใจ
ถ้าจิตถูกความโกรธครอบงำในขณะสิ้นชีวิต หรือถูกความโกรธครอบงำอยู่เสมอ เมื่อตายไปก็ย่อมไปเกิดในนรก ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยไฟแห่งความโกรธที่ตนได้ก่อไว้ ขณะที่ถ้าจิตถูกความหลงครอบงำอยู่เสมอ เมื่อตายไปก็ย่อมไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ใช้ชีวิตด้วยอวิชชาและความมืดบอด
ดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง คือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หนีไม่พ้น การรักษาจิตให้ผ่องใส ปราศจากความโลภ ความโกรธ และความหลง จึงเป็นหนทางเดียวที่จะนำพาเราให้พ้นจากทุคติและนำไปสู่สุคติในเบื้องหน้า.
