สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ.
“รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง”
(ขุ.ธ. 25/63)
ในบรรดารสทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ รสพระธรรมเป็นรสที่ประเสริฐที่สุด รสอื่น ๆ เป็นเพียงรสชาติที่รับรู้ด้วยลิ้น แต่รสพระธรรมเป็นรสที่รับรู้ได้ด้วยจิตใจ อันเกิดจากการปฏิบัติและการเข้าถึงธรรมโดยแท้จริง
รสพระธรรมเป็นรสที่ไม่สามารถหาชิมได้ทั่วไป ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ จะไปตักเอามาลิ้มรสได้ หากแต่ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรม การฝึกฝนอบรมกาย วาจา ใจ จึงจะได้สัมผัสและลิ้มรสพระธรรมด้วยตนเอง
รสพระธรรมเป็นรสแห่งความสุข เป็นสุขที่เหนือกว่าความสุขทางโลกีย์ทั้งปวง ความสุขทางโลกีย์นั้นไม่จีรังยั่งยืน เมื่อได้แล้วก็จืดจางไป และหลายครั้งกลับกลายเป็นทุกข์ในที่สุด แต่รสพระธรรมเป็นสุขที่มั่นคง ไม่แปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นทุกข์อีก
ความสุขทางโลกที่อาศัยวัตถุนั้น เป็นสุขเพียงชั่วครั้งคราว เช่น ได้ยินเสียงไพเราะ ได้ลิ้มรสอร่อย ได้ทรัพย์สมบัติ แต่สุดท้ายก็เสื่อมสูญไป ทิ้งไว้เพียงความอยากไม่รู้จบ แตกต่างจากสุขที่เกิดจากรสพระธรรม ซึ่งสงบ เย็น และมั่นคง
รสพระธรรมนั้น ผู้ใดจะได้ลิ้มรส ต้องเป็นผู้ปฏิบัติธรรมจริง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่เพียงการฟังหรือการท่องจำ แต่ต้องลงมือปฏิบัติทั้งศีล สมาธิ และปัญญา จึงจะเข้าถึงรสนั้นได้ด้วยใจของตนเอง
เพราะรสพระธรรมเป็นปัจจัตตัง คือสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน ไม่มีใครทำให้ใครลิ้มรสแทนกันได้ แม้พระพุทธเจ้าก็เพียงแต่ทรงแสดงหนทาง ส่วนการเดินตามหนทางนั้น แต่ละคนต้องปฏิบัติเอง จึงจะเข้าถึงและได้ลิ้มรสพระธรรมด้วยตนเอง
ด้วยเหตุนี้ พระอริยเจ้าทั้งหลายเมื่อได้ลิ้มรสพระธรรมแล้ว จึงยืนยันว่าเป็นรสที่ไม่มีสิ่งใดเปรียบได้ เป็นสุขที่เหนือสุข เป็นความโอชาที่เกินกว่ารสใด ๆ ในโลก เพราะรสพระธรรมเป็นความจริงอันบริสุทธิ์ ไม่แปรปรวน ไม่จืดจาง
ดังนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า “รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง” ไม่มีรสใดในโลกที่โอชาน่าลิ้มลองเทียบเท่ารสพระธรรม ผู้ใดประสงค์จะได้ลิ้มรสนี้ ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรมเท่านั้น เมื่อได้ลิ้มแล้ว ก็จะรู้แจ้งเองว่าแท้จริงแล้ว รสพระธรรมนั้นประเสริฐที่สุด.
