ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา.

ทูรงฺคมํ เอกจรํ                  อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ     โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา.

ผู้ใด จักสำรวมจิตที่ไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำ (คือกาย) เป็นที่อาศัย ผู้นั้น จักพ้นจากเครื่องผูกของมารได้.

(พุทฺธ) ขุ.ธ. 19/20.

ธรรมชาติของจิตนั้น เปรียบเสมือนน้ำที่ย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำอยู่เสมอ น้ำไม่อาจไหลขึ้นสูงได้เอง ฉันใด จิตของมนุษย์ก็มักโน้มเอียงไปสู่อารมณ์ต่ำ ๆ อยู่เป็นปกติ ฉันนั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นเรื่องง่ายที่บุคคลจะกระทำกรรมชั่วอยู่บ่อยครั้ง เพราะจิตมักชักนำให้ทำสิ่งเหล่านั้นเสมอ

โบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ส่วนพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จด้วยใจ” ข้อความนี้ชี้ให้เห็นว่า จิตคือผู้สั่งการ ร่างกายเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ไม่สามารถคิดหรือตัดสินใจเองได้

ดังนั้น ร่างกายอันยาววา หนาคืบ กว้างศอกนี้ แท้จริงแล้วถูกควบคุมโดยจิตทั้งสิ้น หากจิตสั่งให้ทำดี ร่างกายก็ย่อมทำดี หากจิตสั่งให้ทำชั่ว ร่างกายก็ย่อมทำชั่ว ไม่ต่างอะไรจากเงาที่เคลื่อนไหวไปตามต้นไม้

ถ้าจิตเป็นจิตที่ดี ย่อมสั่งการให้กายทำกรรมดี มีประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น สร้างความสุขและความเกื้อกูลให้เกิดขึ้น แต่ถ้าจิตเป็นจิตที่ไม่ดี ย่อมสั่งการให้กายทำกรรมไม่ดี ก่อโทษทั้งแก่ตนเองและแก่สังคมโดยรอบ

จิตจะดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นสามารถฝึกและสำรวมจิตได้มากเพียงใด หากละเลยไม่ฝึกจิต จิตก็จะไหลไปสู่อารมณ์ต่ำ ๆ และนำพาชีวิตไปสู่ความเสื่อม แต่หากหมั่นฝึกอบรมจิต ก็ย่อมนำไปสู่ความเจริญและความสุขที่แท้จริง

คำว่า “สำรวม” มาจากคำว่า “สังวร” ซึ่งหมายถึงการป้องกันหรือการระวัง ดังนั้น การสำรวมจิตจึงหมายถึงการป้องกันไม่ให้จิตถูกกิเลสเข้ามาครอบงำ ไม่ปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ หรือความหลงชักจูงให้ทำผิด

บุคคลผู้สามารถสำรวมจิตได้ดี จะไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งยั่วยุภายนอก เมื่อเผชิญกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือความคิดปรุงแต่งใด ๆ ก็สามารถระงับใจได้ ไม่ปล่อยให้กิเลสเข้ามายึดครอง

เมื่อไม่ถูกกิเลสครอบงำ บุคคลนั้นก็จะไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร คือกิเลสทั้งหลาย เขาจะเป็นอิสระจากเครื่องผูกมัดทางใจ สามารถใช้สติและปัญญานำทางชีวิตไปในทิศที่ถูกต้องและดีงามได้

การสำรวมจิตจึงเป็นการป้องกันตนเองจากการทำกรรมชั่ว และยังเป็นการขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ทำให้กาย วาจา ใจ บริสุทธิ์ผ่องใส พร้อมที่จะก้าวไปสู่การบรรลุธรรมขั้นสูงยิ่งขึ้น

ดังนั้น ธรรมชาติของจิตแม้จะเปรียบเหมือนน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ แต่ผู้มีสติย่อมสามารถฝึกจิตให้ไหลขึ้นสู่ที่สูงได้ ด้วยการสำรวม ระวัง และอบรมให้ตั้งอยู่ในความดี เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากบาปอกุศล และเป็นทางนำไปสู่ความสงบสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.