สญฺญาย วิปรีเยสา จิตฺตนฺเต ปริฑยฺหติ นิมิตฺตํ ปริวชฺเชหิ สุภํ ราคูปสญฺหิตํ.

สญฺญาย วิปรีเยสา     จิตฺตนฺเต ปริฑยฺหติ
นิมิตฺตํ ปริวชฺเชหิ      
  สุภํ ราคูปสญฺหิตํ.

จิตของท่านย่อมเดือดร้อนเพราะเข้าใจผิด ท่านจงเว้นเครื่องหมายที่สวยงามประกอบด้วยความรัก.

(อานนฺท) สํ.ส. 15/277.

จิตของมนุษย์ทั้งหลายที่เดือดร้อนดิ้นรนอยู่ในทุกวันนี้ มีเหตุสำคัญมาจาก ราคะ คือความใคร่ ความยินดี ความกำหนัดในสิ่งที่คิดว่าสวยงาม น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความเข้าใจผิดของจิตเอง

ความเข้าใจผิดนั้น เกิดขึ้นเพราะ อวิชชา คือความไม่รู้ ไม่รู้จักสรรพสิ่งตามความเป็นจริง ไม่รู้ตามกฎแห่งไตรลักษณ์ว่า ทุกสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน การไม่รู้เช่นนี้เองทำให้เกิดความเห็นผิด และเป็นบ่อเกิดของราคะ

มนุษย์ที่ไม่รู้ย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายว่าเที่ยงแท้แน่นอน ทั้งที่แท้จริงแล้วสรรพสิ่งล้วนแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ ย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา แต่กลับไปยึดถือว่าสิ่งนั้นจะอยู่กับเราไปตลอดกาล

มนุษย์ที่ไม่รู้ย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายว่าเป็นสุข ทั้งที่แท้จริงแล้วสิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ เพราะไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ ต้องเสื่อม ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การไปยึดถือว่าเป็นสุขแท้จริง จึงเป็นเพียงความหลงผิด

มนุษย์ที่ไม่รู้ยังเห็นสิ่งทั้งหลายว่าเป็นตัวตน ทั้งที่แท้จริงแล้วสรรพสิ่งเป็นอนัตตา คือไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่ใจต้องการได้ แม้แต่กายและใจของเรานี้ก็หาใช่เป็นของเราแท้จริงไม่ เป็นเพียงสิ่งปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยเท่านั้น

เมื่อมีความเห็นผิดดังกล่าว มนุษย์จึงไปยึดถือสิ่งทั้งหลายว่าเป็นของน่าใคร่น่าพอใจ แล้วหลงยินดี พอใจในสิ่งนั้น ๆ จากนั้นก็เกิดความดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นมาครอบครอง ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งเป็นทุกข์

ในทางกลับกัน เมื่อพบสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็เกิดความยินร้าย เกิดความพยายามดิ้นรนเพื่อผลักไสสิ่งเหล่านั้นออกไปให้พ้นตนเอง ความดิ้นรนเพื่อผลักไสเช่นนี้ก็กลายเป็นทุกข์อีกเช่นกัน เพราะสิ่งเหล่านั้นก็อยู่เหนือการบังคับบัญชาของเรา

ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงสอนให้พิจารณาสรรพสิ่งตามความเป็นจริง คือเห็นว่าเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรสวยงามจริง ไม่มีอะไรเป็นสุขถาวร และไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนที่แท้จริง

เมื่อบุคคลสามารถพิจารณาเช่นนี้ได้ ก็จะค่อย ๆ เพิกถอนความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงสวยงามน่าพอใจลงไปได้ เพิกถอนราคะคือความยินดีในสิ่งที่น่าใคร่น่าพอใจได้ จิตใจจึงไม่ดิ้นรนเพราะความใคร่อีกต่อไป

เมื่อราคะถูกเพิกถอน บุคคลก็จะค่อย ๆ หลุดพ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งน่าใคร่น่าพอใจ จิตย่อมเป็นอิสระจากกิเลส เกิดความสงบเย็น และก้าวไปสู่หนทางแห่งความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.