กุมฺภูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา
นครูปมํ จิตฺตมิทํ ถเกตฺวา
โยเธถ มารํ ปญฺญาวุเธน
ชิตญฺจ รกฺเข อนิเวสโน สิยา.บุคคลรู้กายนี้ที่เปรียบด้วยหม้อ กั้นจิตที่เปรียบด้วยเมืองนี้แล้ว พึงรบมารด้วยอาวุธคือปัญญา และพึงรักษาแนวที่ชนะไว้ ไม่พึงยับยั้งอยู่.
(พุทฺธ) ขุ.ธ. 25/20.
ร่างกายของมนุษย์นี้ เป็นที่รวมของอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหลาย เกิดขึ้นจากธาตุสี่ คือดิน น้ำ ไฟ ลม รวมกันชั่วคราวเท่านั้น มิใช่สิ่งที่มั่นคงถาวร หากพิจารณาโดยธรรมแล้ว ร่างกายนี้ย่อมอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
การเปรียบเทียบร่างกายเหมือนหม้อดิน ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะคงทนถาวรได้ หม้อดินเมื่อตกกระทบพื้นก็แตก ร่างกายเมื่อถึงคราวเสื่อมก็สลายไปตามเหตุปัจจัย ไม่นานก็แตกดับไปในที่สุดเช่นกัน
จิตของมนุษย์เปรียบได้กับนครใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของชีวิต ข้าศึกศัตรูที่คอยรุกรานเมืองนี้ก็คือกิเลส ได้แก่ ราคะ โทสะ และโมหะ ที่เข้ามาครอบงำจิตอยู่เสมอ หากไม่รู้จักป้องกันรักษา เมืองคือจิตนี้ก็จะถูกกิเลสเข้ายึดครอง
ดังนั้น บุคคลพึงใช้ปัญญาพิจารณาร่างกายของตนและผู้อื่นให้เห็นตามความเป็นจริง ว่ามิใช่สิ่งสวยงามน่าหลงใหล แต่เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้ และไม่ใช่สิ่งที่เราจะบังคับบัญชาได้ตามใจปรารถนา
เมื่อเห็นตามความเป็นจริงดังนี้แล้ว จิตก็จะคลายความกำหนัดยินดีในร่างกายทั้งของตนเองและของผู้อื่น ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ตามเห็นว่าสวยงามน่ารักน่าพอใจ แต่เห็นว่าเป็นเพียงของปฏิกูลที่ไม่จีรังยั่งยืน
อีกประการหนึ่ง การป้องกันจิตก็เปรียบได้เหมือนการป้องกันนคร ทหารย่อมมีอาวุธไว้ปกป้องเมืองของตนจากการรุกรานของอริราชศัตรูฉันใด บุคคลก็ควรใช้อาวุธคือปัญญาปกป้องรักษาจิตของตนจากกิเลสทั้งหลายฉันนั้น
กิเลสทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ และโมหะ มักจ้องหาโอกาสเข้าครอบงำจิตอยู่ทุกเมื่อ จิตที่ขาดการป้องกันย่อมตกเป็นทาสของกิเลส ทำตามอำนาจกิเลสที่คอยบงการให้กระทำบาปอกุศลต่าง ๆ นานา ก่อทุกข์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้ บุคคลจึงจำเป็นต้องใช้อาวุธคือปัญญา คอยคุ้มครองจิตอย่างไม่ประมาท ไม่ชะล่าใจ เพราะศัตรูคือกิเลสนี้มิได้ละทิ้งความพยายามในการเข้ายึดครองจิตเลย หากเราปล่อยให้ใจเผลอแม้เพียงน้อย กิเลสก็สามารถเข้าครอบงำได้ทันที
อาวุธคือปัญญานั้น ย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อันเป็นการอบรมจิตให้เห็นตามความเป็นจริงตามกฎไตรลักษณ์ การปฏิบัติวิปัสสนาเป็นเสมือนการลับอาวุธให้คม สามารถต้านทานศัตรูคือกิเลสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น บุคคลผู้ปรารถนาความหลุดพ้น พึงหมั่นเพียรเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่เสมอ เพื่อสร้างวิปัสสนาญาณและปัญญาอันเฉียบคม ป้องกันและทำลายกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไป จนกว่าจะชนะศึกใหญ่ คือการดับกิเลสโดยสิ้นเชิง และเข้าถึงพระนิพพานอันเกษมได้ในที่สุด.
