ขนฺติ พลํ ว ยตีนํ.
“ความอดทน เป็นกำลังของท่านนักพรต”
(ส.ม.)
คำว่า นักพรต หมายถึง ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติเพื่อขัดเกลาจิตใจของตนเอง เพื่อกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ ในที่นี้หมายถึงนักบวชในพระพุทธศาสนา ผู้ที่ออกจากเรือน ละทิ้งการครองเรือน ไม่ข้องเกี่ยวกับชีวิตทางโลกอีกต่อไป แต่มุ่งหน้าสู่การบำเพ็ญธรรมเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์เป็นจุดหมายสูงสุด
นักพรตจึงเป็นผู้ละชีวิตอย่างคฤหัสถ์ มาสู่เพศบรรพชิต ซึ่งเต็มไปด้วยแบบแผนแห่งวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด มีเป้าหมายเพื่อทำให้จิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส ปราศจากกิเลสตัณหาที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ และมุ่งตรงต่อการบรรลุธรรมอันสูงสุดตามแนวทางพระพุทธศาสนา
อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมเพื่อขัดเกลากิเลสไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่ตั้งใจจริงย่อมต้องเผชิญกับแรงต้านจากกิเลสทั้งหลาย กิเลสมักรบกวนอย่างหนักหน่วง คอยทำให้ใจหวั่นไหว อ่อนแอ และชักนำไปสู่ความย่อท้อ หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ย่อมพ่ายแพ้ต่อกิเลสได้โดยง่าย
ดังนั้น นักพรตจึงต้องอาศัยทั้งความเพียรและความอดทนเป็นพิเศษ ความเพียรเป็นพลังขับเคลื่อนให้ก้าวไปข้างหน้า ขณะที่ขันติหรือความอดทน เป็นเกราะป้องกันไม่ให้จิตใจถูกกิเลสครอบงำ การเดินบนเส้นทางแห่งธรรมย่อมต้องใช้คุณธรรมทั้งสองนี้ควบคู่กัน
ขันติ จัดเป็นตบะธรรมอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นธรรมที่ทำหน้าที่เผาผลาญกิเลส เมื่อกิเลสเกิดขึ้น ขันติย่อมเป็นพลังที่ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถอดทนต่ออำนาจของมันได้ ไม่ยอมให้ความโกรธ ความโลภ หรือความหลงบงการจิตใจ จึงเป็นเสมือนเครื่องมือเบื้องต้นในการข่มกิเลสไว้
ผู้ที่มีขันติธรรมประจำใจ จึงสามารถยับยั้งความฟุ้งซ่านและแรงปรารถนาที่เป็นอกุศลได้ เมื่อมีขันติคอยประคับประคอง จิตใจก็จะไม่ถูกกิเลสชักนำไปทำความชั่ว เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในขันติได้ ความเพียรย่อมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่การลดละกิเลสได้จริง
ขันติธรรม เปรียบได้กับกำแพงเมืองที่แข็งแรง กำแพงนี้คอยป้องกันข้าศึกที่บุกมาจากทุกทิศทุกทางไม่ให้เข้ามายึดครองเมืองได้ ฉันใดก็ฉันนั้น นักพรตผู้มีขันติธรรมย่อมไม่ถูกกิเลสเข้ามาครอบงำจิตใจ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหา
เพราะฉะนั้น ขันติจึงถูกกล่าวว่าเป็นกำลังของนักพรต ผู้ปฏิบัติธรรมใดที่มีขันติเป็นเครื่องค้ำจุน ย่อมมีจิตใจมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคและกิเลสทั้งหลาย สามารถยืนหยัดอยู่บนเส้นทางแห่งธรรมได้อย่างมั่นคง และค่อย ๆ ก้าวไปสู่ความพ้นทุกข์ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้.
