โกธโน ทุพฺพณฺโณ โหติ.
“คนมักโกรธ ย่อมมีผิวพรรณเศร้าหมอง”
(องฺ.สตฺตก. 23/98)
ความโกรธไม่เพียงทำร้ายจิตใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อร่างกายและรูปลักษณ์ภายนอกด้วย คนที่มีความโกรธบ่อย ๆ ย่อมสูญเสียความสดใสของผิวพรรณ เพราะจิตใจที่รุ่มร้อนย่อมสะท้อนออกมาทางสีหน้าและผิวพรรณ
ในยามที่โกรธ เลือดลมภายในร่างกายจะพลุ่งพล่าน ใบหน้าจะตึงเครียด ดวงตาแข็งกร้าว ทำให้สูญเสียความอ่อนโยนตามธรรมชาติ หากโกรธบ่อยครั้ง สภาพเช่นนี้ก็จะติดเป็นนิสัย จนทำให้หน้าตาดูหมองคล้ำ ไม่สดชื่น
คนที่มักโกรธ จึงมักมีผิวพรรณเศร้าหมอง ขาดความเปล่งปลั่ง ทั้งนี้เพราะจิตใจกับร่างกายเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด จิตใจไม่สงบ ร่างกายก็พลอยหม่นหมองตามไปด้วย
ในทางตรงข้าม คนที่มีจิตใจผ่องใส เต็มไปด้วยเมตตา กรุณา และความสงบเย็น ย่อมมีผิวพรรณสดใส น่าดู น่าชื่นชม เพราะความสงบของใจสะท้อนออกมาเป็นความสบายกายและบุคลิกภาพที่อ่อนโยน
จิตที่โกรธ ย่อมสร้างผลลัพธ์ที่เศร้าหมองทั้งภายในและภายนอก ในขณะเดียวกัน จิตที่สงบเย็นก็สร้างความงดงามและความสุขทั้งภายในและภายนอกเช่นกัน
ดังนั้น ผู้ที่อยากมีผิวพรรณแจ่มใส ไม่ใช่เพียงแค่บำรุงร่างกายด้วยอาหารหรือเครื่องสำอางเท่านั้น แต่ต้องบำรุงจิตใจให้สงบเย็นด้วยการละความโกรธ ฝึกสติ ฝึกเมตตา และรู้จักปล่อยวางสิ่งที่ทำให้ขัดเคืองใจด้วย
การฝึกใจไม่ให้โกรธง่าย อดทนต่อสิ่งที่มากระทบ และใช้ขันติธรรมเป็นเครื่องกำกับใจ จะช่วยให้จิตสงบ ความหม่นหมองก็จะค่อย ๆ หายไป เมื่อใจสงบ ผิวพรรณก็พลอยสดใสขึ้นตามธรรมชาติ
กล่าวโดยสรุป คนที่มักโกรธ ย่อมมีผิวพรรณเศร้าหมองเพราะจิตใจไม่สงบ แต่ผู้ที่รู้จักข่มความโกรธ รักษาใจให้เต็มไปด้วยเมตตาและสติ ย่อมมีทั้งจิตใจและผิวพรรณที่ผ่องใส เป็นที่รักและเป็นที่เอ็นดูของผู้คนทั้งหลาย.
