กุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ.
“ผู้โกรธ ย่อมไม่เห็นธรรม”
(องฺ.สตฺตก. 23/99)
ความโกรธเป็นอารมณ์ที่เผาผลาญจิตใจ เมื่อใครถูกความโกรธครอบงำ ใจย่อมรุ่มร้อน ฟุ้งซ่าน และเต็มไปด้วยความคิดเบียดเบียน ไม่อาจสงบได้ ความสงบที่หายไปนี้เองเป็นเหตุให้ไม่สามารถมองเห็นความจริงตามธรรมได้
พุทธศาสนาสอนให้เรามีเมตตา กรุณา สติ และปัญญา แต่เมื่อจิตถูกไฟโทสะเผา ความเมตตาก็หายไป ความกรุณาก็อันตรธาน สติและปัญญาก็มืดบอด เหลือเพียงความดื้อรั้นและความวู่วาม
ผู้โกรธย่อมไม่เห็นธรรม เพราะใจที่ขุ่นมัวไม่สามารถรับฟังหรือพิจารณาธรรมได้อย่างถูกต้อง แม้ธรรมะจะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ แต่ก็เหมือนมีม่านหมอกบดบังจนไม่อาจมองเห็นได้
ในยามโกรธ แม้มีผู้ตักเตือนด้วยเหตุผลอันถูกต้อง ก็ไม่ยอมฟัง เพราะใจถูกครอบงำด้วยความดื้อดึงและอคติ เมื่ออารมณ์เป็นใหญ่ ปัญญาก็ถอยห่าง การเห็นธรรมก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
ธรรมะนั้นละเอียดอ่อน ต้องอาศัยใจที่สงบเย็นจึงจะมองเห็นและเข้าใจได้ ผู้ที่จมอยู่กับโทสะย่อมมีใจร้อนรุ่มตลอดเวลา จึงไม่อาจหยั่งรู้ธรรมอันลึกซึ้งได้เลย
พระพุทธองค์ทรงสอนให้ใช้ ขันติ คือความอดทนอดกลั้น และ สติ คือความระลึกรู้ มาคอยกำกับไม่ให้ความโกรธครอบงำ เมื่อใจสงบลงแล้ว จึงจะเห็นธรรมได้ชัด เห็นถูกตามความจริง ไม่หลงไปตามอารมณ์
ผู้ที่ฝึกตนให้พ้นจากความโกรธ ย่อมมีจิตผ่องใส สว่างไสว และพร้อมที่จะเข้าใจธรรม เมื่อใจเป็นอิสระจากโทสะ ความเข้าใจในธรรมก็จะเกิดขึ้นโดยง่าย และสามารถนำไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตจริงได้
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า “ผู้โกรธ ย่อมไม่เห็นธรรม” เพราะความโกรธเป็นเหมือนม่านดำที่ปิดกั้นปัญญา ผู้ที่ปรารถนาจะเห็นธรรมอย่างแท้จริง ต้องเพียรฝึกใจให้สงบ ละความโกรธเสีย แล้วธรรมะจะปรากฏชัดในใจเอง.
