ยํ กุทฺโธ อุปโรเธติ สุกรํ วิย ทุกฺกรํ.
“ผู้โกรธจะผลาญสิ่งใด สิ่งนั้นถึงทำยากก็เหมือนทำง่าย”
(องฺ.สตฺตก. 23/99)
ความโกรธเป็นอารมณ์ที่รุนแรงและเร่าร้อน เมื่อเกิดขึ้นในใจของใครแล้ว ย่อมผลักดันให้บุคคลนั้นกล้าทำสิ่งที่ปกติไม่กล้าทำ หรือสิ่งที่ทำได้ยากก็กลับกลายเป็นเหมือนง่ายในทันที เพราะแรงโทสะบงการอยู่เบื้องหลัง
คนที่โกรธแล้วมุ่งจะทำลายสิ่งใด มักไม่สนใจว่ามันยากหรือง่าย ไม่คิดถึงผลที่จะตามมา ความโกรธเหมือนแรงผลักที่ทำให้ลงมืออย่างบ้าบิ่น แม้สิ่งนั้นจะยากลำบากเพียงใด ก็ทำลงไปโดยไม่ลังเล
อุปมาเหมือนเปลวไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง หากไฟลุกลามไปที่ใด สิ่งนั้นแม้แข็งแกร่งทนทานเพียงใด ก็ย่อมถูกเผาไหม้ได้ ฉันใด ความโกรธในใจคนก็ฉันนั้น เมื่อมันครอบงำแล้ว สิ่งที่ยากก็กลับเหมือนง่ายต่อการทำลาย
ความน่ากลัวของโทสะอยู่ตรงนี้เอง เพราะมันทำให้ขาดสติ ไม่คิดถึงผลเสีย ไม่พิจารณาถึงบาปบุญคุณโทษ สนใจเพียงอย่างเดียวคือทำลายสิ่งที่ตนเกลียดชังให้พินาศ แม้สิ่งนั้นจะต้องแลกด้วยชีวิตหรืออนาคตก็ตาม
เราจะเห็นได้จากเหตุการณ์ในสังคมมากมาย ที่ผู้คนทำร้ายกัน ฆ่ากัน หรือทำลายทรัพย์สินของกันและกันเพราะอารมณ์โกรธชั่ววูบ ทั้ง ๆ ที่หากใช้เหตุผลแล้ว สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเลย แต่ความโกรธกลับทำให้ดูเหมือนง่ายและสมควรทำ
ในทางธรรม พระพุทธองค์ตรัสว่า ความโกรธเป็นไฟเผาผลาญกุศลธรรม ทำให้ปัญญามืดบอด หากไม่รีบดับไฟนี้เสีย ย่อมเผาผลาญทั้งตนเองและผู้อื่น ก่อให้เกิดเวรกรรมสืบต่อกันไปไม่รู้จบ
หนทางแก้ไข คือการฝึกสติให้รู้เท่าทันความโกรธ เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ต้องหยุดใจตั้งสติ พิจารณาว่าสิ่งที่คิดจะทำนั้นเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ หากไม่ดีต้องหักห้ามใจ และใช้ขันติธรรมคือความอดทนอดกลั้นมาข่มเอาไว้
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า “ผู้โกรธจะผลาญสิ่งใด สิ่งนั้นถึงทำยากก็เหมือนทำง่าย” เพราะแรงโทสะทำให้กล้าลงมือทำลายโดยไม่คิด แต่ผลลัพธ์ย่อมเป็นความพินาศทั้งตนเองและผู้อื่น ผู้มีปัญญาจึงควรดับไฟโกรธให้ได้ ไม่ปล่อยให้มันครอบงำใจเลย.
