อิจฺฉา นรํ ปริกสฺสติ.
“ความอยาก ย่อมเสือกไส ซึ่งนรชน”
(สํ.ส. 15/61)
ความอยาก หมายถึงความปรารถนาใคร่ได้ในทางที่มิชอบ เป็นความอยากที่แสวงหาในสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรม และผิดกฎหมายบ้านเมือง ความอยากเช่นนี้มักก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เพราะแรงผลักดันของมันมักชักนำให้กระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม
หากเราไม่รู้เท่าทันความอยาก ความอยากนั้นก็เปรียบเสมือนหุ่นเชิดที่ควบคุมเรา ให้กระทำตามความต้องการของมันโดยไม่รู้ตัว ใจเราจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของความอยาก ทำให้กระทำสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรมโดยไม่ระวัง เช่น ลักขโมย โกง หลอกลวง หรือประพฤติผิดทางศีลธรรม
ความอยากที่ไม่รู้เท่าทันนี้จึงเป็นต้นเหตุสำคัญของการกระทำผิดทั้งหลาย ผู้คนจำนวนมากทำผิดศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมืองก็เพราะถูกความอยากครอบงำ จิตใจขาดความยับยั้งชั่งใจ และยอมให้ตนเองถูกดึงไปตามอำนาจของความอยาก
เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น ผลที่ตามมาจะตกอยู่ที่ตัวเราผู้กระทำ ไม่ใช่ความอยากเอง แม้ว่าความอยากจะเป็นต้นเหตุ แต่ผู้ที่ยอมให้ความอยากนำพาไปกระทำสิ่งผิด คือผู้ที่จะต้องรับผลของการกระทำนั้น ไม่ว่าจะเป็นโทษเบาหรือโทษหนัก ขึ้นอยู่กับระดับความผิด
การทำผิดเพราะความอยากเป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หากเรารู้เท่าทันความอยาก และฝึกฝนจิตใจให้มีสติปัญญาเพียงพอที่จะยับยั้งความอยากได้ ความอยากก็ไม่สามารถครอบงำการกระทำของเราได้อีกต่อไป
การรู้เท่าทันความอยาก หมายถึงการพิจารณาเห็นความจริงของความอยาก รู้ว่ามันกำลังชักนำให้เรากระทำสิ่งที่ผิด และรู้ว่า ถ้าเราทำตามอำนาจของมัน เราจะต้องรับผลที่เกิดขึ้นเอง การตระหนักรู้อย่างนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันตนเองจากความเดือดร้อน
เมื่อฝึกฝนตนเองให้สามารถยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำตามอำนาจของความอยากแล้ว ใจจะสงบขึ้น ความปรารถนาในสิ่งที่ไม่ควรจะลดลง ทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด ไม่ถูกความอยากชักจูงให้กระทำสิ่งที่ผิด
นอกจากนี้ การรู้เท่าทันความอยากยังช่วยให้เราปฏิบัติตนอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องทั้งต่อศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง ลดความเสี่ยงในการสร้างทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น จิตใจจึงอยู่ในสภาพที่สมดุลและปลอดภัย
ดังนั้น การฝึกฝนตนให้รู้เท่าทันความอยาก จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับชีวิตประจำวัน การยับยั้งชั่งใจไม่ทำตามความอยากที่เป็นไปในทางที่ผิด เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้เราพ้นจากผลเสียทั้งปวง และทำให้จิตใจมีความสงบและเข้มแข็งต่ออำนาจของความอยากในอนาคตด้วย.
