โลโภ โทโส จ โมโห จ ปุริสํ ปาปเจตสํ
หึสนฺติ อตฺตสมฺภูตา ตจสารํว สมฺผลํ.โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ฉะนั้น.
(พุทฺธ) ขุ.อิติ. 25/264., ขุ.มหา. 29/18.
โลภะ หมายถึง ความโลภ ความอยากได้ของที่เป็นของผู้อื่นมาไว้ในความครอบครองของตนเอง เป็นกิเลสที่คอยกระตุ้นใจให้ดิ้นรนเพื่อแสวงหาสิ่งต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือผลเสียที่จะตามมา
เมื่อความโลภเกิดขึ้นในใจ ย่อมทำให้จิตใจร้อนรุ่ม กลุ้มรุม และไม่สงบ มุ่งมั่นแต่จะให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ แม้สิ่งนั้นจะไม่สมควรแก่ตน หรือได้มาโดยไม่ชอบธรรมก็ตาม ความโลภจึงเป็นแรงผลักดันที่อันตราย ที่ทำให้คนกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ง่าย ๆ
ความโลภหากไม่ได้รับการควบคุม อาจนำบุคคลไปสู่การกระทำทุจริตต่าง ๆ เช่น การลักขโมย การฉกชิงวิ่งราว การฉ้อโกง การหลอกลวงผู้อื่น หรือแม้กระทั่งการทำลายผู้อื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลลัพธ์อันเลวร้ายที่เกิดจากความโลภ
โทสะ หมายถึง ความโกรธ ความเคียดแค้น เป็นกิเลสที่ทำให้ใจเร่าร้อน เผาผลาญความสงบสุขภายในจิตใจ เมื่อโทสะครอบงำ บุคคลจะสูญเสียสติสัมปชัญญะ ควบคุมตัวเองไม่ได้ และมักพูดหรือกระทำการโดยใช้อารมณ์เป็นใหญ่
อาการของโทสะที่เห็นได้ชัด เช่น การด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย การทำร้ายผู้อื่นทั้งร่างกายและจิตใจ ไปจนถึงการฆ่าฟันเข่นฆ่า การกระทำเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากจิตที่ถูกเผาไหม้ด้วยความโกรธ และส่งผลให้เกิดทุกข์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
โมหะ หมายถึง ความหลง ความมืดบอดแห่งปัญญา เป็นกิเลสที่ทำให้ไม่รู้ความจริงตามธรรมชาติ ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี และมีความเห็นผิดจากความเป็นจริง โมหะจึงเป็นตัวการที่ปิดบังไม่ให้เกิดปัญญา
เมื่อโมหะเกิดขึ้น ย่อมทำให้บุคคลตัดสินใจผิด ขาดการพิจารณาด้วยเหตุและผล ไม่เข้าใจธรรมะ ไม่เข้าใจความเป็นไปของสรรพสิ่ง จึงอาจทำให้บุคคลนั้นกระทำกรรมชั่วได้ทุกประเภท โดยไม่รู้เท่าทันผลลัพธ์ที่จะตามมา
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เราอาจเปรียบกิเลสทั้งสามกับธรรมชาติของต้นไผ่ ต้นไผ่มักจะออกดอกเพียงครั้งเดียวในชีวิต หลังจากนั้นทั้งกอก็จะค่อย ๆ แห้งเหี่ยวและตายไป แม้จะอยู่ได้ต่ออีกหน่อยก็ไม่เกินหนึ่งหรือสองปี
ชาวบ้านเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ตายขุย” เพราะหลังจากต้นไผ่ออกขุยหรือเมล็ดแล้ว ต้นแม่ก็ต้องตายไป แต่เมล็ดเหล่านั้นจะงอกใหม่ในฤดูฝน กลายเป็นกอไผ่รุ่นถัดไป สืบวงจรชีวิตต่อไปไม่รู้จบ
ดังนั้นจึงถือกันว่า “ต้นไผ่ตายเพราะขุย” หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “ขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่” ทั้งที่แท้จริงแล้วขุยไผ่ก็เกิดมาจากต้นไผ่นั่นเอง เป็นผลผลิตที่ย้อนกลับมาทำลายต้นของมันเองในที่สุด
กิเลสทั้งสามประการคือ โลภะ โทสะ และโมหะ ก็เช่นเดียวกัน มันไม่ได้เกิดมาจากภายนอก แต่เกิดขึ้นที่จิตใจของบุคคลแต่ละคนเอง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ครอบงำจิตใจ ทำให้มืดบอด เห็นผิดเป็นชอบ และนำพาให้ทำกรรมชั่ว
ผลสุดท้าย กิเลสเหล่านี้ย่อมทำลายคุณงามความดีในตนเอง เหมือนขุยที่ทำให้ต้นไผ่ตาย สัตว์โลกที่ปล่อยให้โลภะ โทสะ และโมหะครอบงำ ย่อมมุ่งไปสู่ความฉิบหาย ไม่อาจพบความสุขความสงบที่แท้จริงได้เลย.
