อนิจฺจา อทฺธุวา กามา พหุทุกฺขา มหาวิสา อโยคุโฬว สนฺตตฺโต อฆมูลา ทุกฺขปฺผลา.

อนิจฺจา อทฺธุวา กามา     พหุทุกฺขา มหาวิสา
อโยคุโฬว สนฺตตฺโต       อฆมูลา ทุกฺขปฺผลา.

กามทั้งหลาย ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก มีพิษมาก ดังก้อนเหล็กที่ร้อนจัด เป็นต้นเค้าแห่งความคับแค้น มีทุกข์เป็นผล.

(สุเมธาเถรี) ขุ.เถรี. 26/503.

คำว่า “กาม” ในทางพระพุทธศาสนา แปลว่า ความใคร่ ความอยาก หรือความปรารถนาในสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ กามจึงเป็นทั้งสภาวะทางจิตและสิ่งเร้าที่อยู่ภายนอก ซึ่งพระพุทธองค์ได้จำแนกกามออกเป็น 2 ประเภท คือ กิเลสกาม และ วัตถุกาม

กิเลสกาม หมายถึง กิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดความใคร่หรือความอยาก เป็นตัวกระตุ้นในจิตใจที่ทำให้มนุษย์ปรารถนาในสิ่งต่าง ๆ กิเลสเหล่านี้ฝังอยู่ในสันดานของสัตว์โลก และคอยผลักดันให้แสดงอาการทางความคิด คำพูด และการกระทำออกมา

ตัวอย่างของกิเลสกาม ได้แก่ ตัณหา ที่ทำให้เกิดความอยากมี อยากเป็น หรืออยากหลุดพ้นจากสิ่งไม่ชอบใจ โลภะ ที่ทำให้เกิดความอยากได้ รติ ที่ทำให้เกิดความยินดีติดใจ และราคะ ที่ทำให้เกิดความกำหนัดรุนแรง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเชื้อแห่งความทุกข์ทั้งสิ้น

เมื่อกิเลสกามเกิดขึ้นในใจผู้ใด ย่อมแสดงอาการออกมา เช่น การอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งจนใจร้อนรน การยินดียินร้ายต่อสภาวะต่าง ๆ หรือการดิ้นรนเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนา อาการเหล่านี้เป็นเครื่องแสดงว่าจิตถูกกิเลสกามครอบงำแล้ว

ส่วน วัตถุกาม หมายถึง วัตถุหรือสิ่งภายนอกที่น่าใคร่น่าปรารถนา อันเป็นเหตุให้กิเลสกามฟูขึ้น กระตุ้นให้จิตใจถูกครอบงำ ได้แก่ กามคุณ 5 ประการ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ที่น่ารื่นรมย์ใจ

กามคุณทั้ง 5 นี้เป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่คอยยั่วยุให้กิเลสกามกำเริบ หากไม่มีวัตถุกามปรากฏ กิเลสกามก็จะสงบ แต่เมื่อใดที่วัตถุกามมากระทบอายตนะทั้งหก ความใคร่ก็เกิดขึ้นทันที ทำให้จิตใจถูกดึงให้ไหลตามความปรารถนา

ตัวอย่างเช่น ชายเห็นหญิงที่มีรูปร่างหน้าตางดงาม ก็เกิดความชอบความพอใจขึ้นมา หรือหญิงเห็นชายที่มีหน้าตาหล่อเหลามีเสน่ห์ ก็เกิดความรู้สึกเช่นเดียวกัน อีกทั้งการได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะ การได้กลิ่นหอม การได้ลิ้มรสอาหารอร่อย หรือการสัมผัสสิ่งนุ่มนวล ล้วนเป็นเหตุให้จิตปรารถนาทั้งสิ้น

กิเลสกามและวัตถุกามจึงเป็นของคู่กัน คือวัตถุกามเป็นสิ่งกระตุ้น ส่วนกิเลสกามคือปฏิกิริยาภายในจิต เมื่อทั้งสองปรากฏพร้อมกัน ความกำหนัด ความอยาก ความดิ้นรนก็จะเพิ่มทวีคูณ ทำให้สัตว์โลกหลงหมกมุ่นอยู่ในกามไม่รู้จบ

พระพุทธองค์ตรัสว่า กามเป็นสิ่งที่มีพิษ มีโทษมาก สัตว์โลกทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารที่เต็มไปด้วยทุกข์ ก็เพราะความหลงติดอยู่ในกามนี้เอง กามเปรียบเสมือนกับเครื่องพันธนาการที่รัดสัตว์โลกเอาไว้

กามเปรียบได้กับก้อนเหล็กที่ร้อนจัด เมื่อจิตติดอยู่ในกาม ความร้อนรุ่ม ความกระวนกระวายใจก็เกิดขึ้น ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่อยาก หากได้มาก็กลัวจะเสีย หากเสียไปก็ยิ่งเป็นทุกข์หนัก ความสุขที่ได้จากกามจึงเป็นสุขลวงตา แฝงด้วยความทุกข์

นอกจากนี้ กามยังเป็นต้นเหตุแห่งความคับแค้น เช่น เมื่อถูกแย่งชิงของรักหรือคนรักไป ก็เกิดความโกรธ ความอาฆาต ความทุกข์ใจ จนกระทั่งก่อให้เกิดกรรมอันเลวร้ายตามมา สุดท้ายก็ตกผลึกเป็นความทุกข์ ดังนั้น ผู้ใฝ่ในธรรมพึงรู้เท่าทันและพยายามละกามให้ได้.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.